ขั้นตอนการยกเลิกตั๋ว และยกเลิกการเดินทางออกนอกประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว แค่ไม่กี่นาทีผมก็ได้ออกมายืนหน้าประตู ตม. อีกครั้ง
ผมมองดูร้านรอบ ๆ ส่วนใหญ่ปิดร้านแล้ว แต่เนื่องจากร้านในสนามบินไม่มีประตู จึงต้องนำเอาโต๊ะในร้านมาวางเรียงซ้อนกันปิดหน้าร้านไว้
มองไปอีกด้านหนึ่ง ฝั่งในประเทศเต็มไปด้วยกองกำลังของพันธมิตรนอนเกลื่อนตามพื้น เหมือนกับผู้โดยสารที่อยู่ข้างใน คนสองฝ่ายไม่ได้นอนหลับสบายเหมือนที่บ้านเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ ฝ่ายหนึ่งเป็นคนทำให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงชาวต่างชาติที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
ถ้าไปถามพันธมิตรฯ เขาก็คงบอกว่าเขาเสียใจสำหรับความไม่สะดวก แต่นี่คือสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม และผลที่เราได้นั้นคุ้มค่ายิ่งนักกับประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับจากการลาออกของนายกรัฐมนตรี
เชื่อเถอะ ถ้าเอาพวกพันธมิตรไปอยู่ต่างประเทศแล้วโดนปิดสนามบินอย่างนี้ เขาจะไม่ยอมรับ "การเสียสละ" อย่างนี้อย่างแน่นอน
สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือคุณยึดสนามบินเพื่ออะไร ถ้าจะยึดเพื่อสร้างความชอบธรรม คุณก็จะต้องอธิบายให้มวลชนที่อยู่ในสนามบินทราบว่าคุณกำลังทำอะไร คุณจะไม่ล่วงละเมิดสิทธเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้โดยสารอย่างไร
จะดีมาก ๆ ถ้าพวกเขาจะก่อม็อบโดยไม่ต้องกระทบกับตารางการบิน ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการคือตัวนายกฯ ที่กำลังจะบินกลับจากเปรู แล้วมวลชนคนอื่น ๆ เขาไปรู้เรื่องอะไรด้วย?
การยึดทำเนียบถือว่าเป็นการดูหมิ่นสถาบันบริหาร แต่ยังไม่ร้ายเท่ากับการยึดสนามบิน เพราะการยึดทำเนียบรัฐบาลมีผลกระทบต่อคนที่ทำงานในทำเนียบเพียงไม่กี่ร้อยหรือพันคน
แต่การยึดสนามบินเพื่อสร้างสถานการณ์รุนแรง กระทบโดยตรงต่อผู้โดยสารหลายพันคนที่อยู่ในสนามบินเวลานั้น และอีกหลายหมื่นคนที่ต้องเลื่อนเวลาการบินในวันต่อ ๆ ไป ผมถือว่าพันธมิตรหมดความชอบธรรมในการกู้ชาติแล้วครับ
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 4
การหาที่หลับนอนในสนามบินที่กว้างใหย่ขนาดนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก
ที่ว่าง่ายเพราะว่าสนามบินกว้างมาก คุณจะนอนตรงไหนก็ได้ แต่มันยากตรงที่ว่าสนามบินสุวรรณภูมิใช้ระบบทำความเย็นแบบหล่อน้ำเย็นตามพื้น โดยไม่ต้องใช้ท่อลมอย่างในห้างสรรพสินค้า
หลายคนคงไม่เคยนั่งบนพื้นสนามบินสุวรรณภูมิมาก่อน เพราะปกติจะมีเก้าอี้นั่งเพียงพอสำหรับทุกคน
แต่วันนี้...ไม่พอ
หลายคนนั่งพื้น นอนพื้นไม่ได้ เพราะเย็นเกินไป ก็มานอนบนเก้าอี้แทน ใครที่เคยนอนพื้นหินอ่อนกลางแจ้งที่มีลมพัดตอนฤดูหนาว คงพอเข้าใจว่ามันเย็นแค่ไหนนะครับ แล้วจะมีสักกี่คนที่พกผ้าห่มมาในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง? ใครใส่เสื้อผ้าหนา ก็นอนสบายหน่อย แต่ถ้าเสื้อผ้าบางก็นอนขดเอา
ผมยึดเก้าอี้ได้ 1 ตัวนั่งสับประหงกจนกระทั่งประมาณตี 1 ครึ่งก็ได้พบ "น้ำใจของการบินไทย" นำน้ำและขนมมาแจกผู้โดยสารของการบินไทย ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ได้แยกแยะสายการบินหรอกครับ ไม่มีการถามหาบอร์ดดิงพาส ว่าเป็นสายการบินไหน แล้วก็ประกาศว่าข้างล่างมีแจกน้ำกับแวนด์วิชอีก ขอให้ผู้โดยสารของการบินไทยลงไปรับได้
ผมเดินลงไปบริเวณทรานสิท ก็พบเจ้าหน้าที่การบินไทยประมาณ 10 คนกำลังขะมักเขม้นกับการแจกน้ำแจกขนมให้ผู้โดยสาร ซึ่งก็แยกกันไม่ออกหรอกว่าเป็นของสายการบินไหน ปากก็ร้องบอกว่าคนละ 1 ชิ้นนะคะ / นะครับ แต่ผู้โดยสารหลายคนก็หยิบไปมากกว่านั้น บ้างก็อ้างว่ามีกัน 2 คน บางคนรวบน้ำเปล่าไป 6 ขวดไม่พูดอะไรซักคำ
ผมกินแวนด์วิชและน้ำเสร็จก็สอบถามทางเจ้าหน้าที่จึงทราบว่า ผมสามารถไปขอยกเลิกตั๋วเครื่องบินได้ที่ตม. หลังรูปเกษียรสมุทร
ผมดีใจขึ้นมาทันที เพราะนั่นหมายถึงผมมีโอกาสจะได้กลับบ้านแล้ว
คนในสนามบินเตือนผมว่าพันธมิตรเขายึดสนามบินแล้ว จะออกไปยังพอไปได้ แต่จะต้องค่าแทกซี่จะแพงหน่อย
ผมมองกลับไปที่เคาน์เตอร์การบินไทยอีกครั้ง ขนมชุดใหม่ถูกนำมาวางอีก คราวนี้มาหยิบกันทีละชิ้น ไม่หยิบมากเหมือนชุดก่อน คงจะเริ่มรู้แล้วว่าการบินไทยมีขนมเยอะจริง ๆ
ผมนึกถึงคำพูดของท่านมหาตมะ คานธี ที่ว่า
โลกนี้มีทรัพยากรเหลือเฟือให้มนุษย์ทุกคนใช้อย่างพอเพียง แต่มีไม่พอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว
เอาล่ะ ผมจะได้กลับออกไปข้างนอกแล้วนะ
ที่ว่าง่ายเพราะว่าสนามบินกว้างมาก คุณจะนอนตรงไหนก็ได้ แต่มันยากตรงที่ว่าสนามบินสุวรรณภูมิใช้ระบบทำความเย็นแบบหล่อน้ำเย็นตามพื้น โดยไม่ต้องใช้ท่อลมอย่างในห้างสรรพสินค้า
หลายคนคงไม่เคยนั่งบนพื้นสนามบินสุวรรณภูมิมาก่อน เพราะปกติจะมีเก้าอี้นั่งเพียงพอสำหรับทุกคน
แต่วันนี้...ไม่พอ
หลายคนนั่งพื้น นอนพื้นไม่ได้ เพราะเย็นเกินไป ก็มานอนบนเก้าอี้แทน ใครที่เคยนอนพื้นหินอ่อนกลางแจ้งที่มีลมพัดตอนฤดูหนาว คงพอเข้าใจว่ามันเย็นแค่ไหนนะครับ แล้วจะมีสักกี่คนที่พกผ้าห่มมาในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง? ใครใส่เสื้อผ้าหนา ก็นอนสบายหน่อย แต่ถ้าเสื้อผ้าบางก็นอนขดเอา
ผมยึดเก้าอี้ได้ 1 ตัวนั่งสับประหงกจนกระทั่งประมาณตี 1 ครึ่งก็ได้พบ "น้ำใจของการบินไทย" นำน้ำและขนมมาแจกผู้โดยสารของการบินไทย ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ได้แยกแยะสายการบินหรอกครับ ไม่มีการถามหาบอร์ดดิงพาส ว่าเป็นสายการบินไหน แล้วก็ประกาศว่าข้างล่างมีแจกน้ำกับแวนด์วิชอีก ขอให้ผู้โดยสารของการบินไทยลงไปรับได้
ผมเดินลงไปบริเวณทรานสิท ก็พบเจ้าหน้าที่การบินไทยประมาณ 10 คนกำลังขะมักเขม้นกับการแจกน้ำแจกขนมให้ผู้โดยสาร ซึ่งก็แยกกันไม่ออกหรอกว่าเป็นของสายการบินไหน ปากก็ร้องบอกว่าคนละ 1 ชิ้นนะคะ / นะครับ แต่ผู้โดยสารหลายคนก็หยิบไปมากกว่านั้น บ้างก็อ้างว่ามีกัน 2 คน บางคนรวบน้ำเปล่าไป 6 ขวดไม่พูดอะไรซักคำ
ผมกินแวนด์วิชและน้ำเสร็จก็สอบถามทางเจ้าหน้าที่จึงทราบว่า ผมสามารถไปขอยกเลิกตั๋วเครื่องบินได้ที่ตม. หลังรูปเกษียรสมุทร
ผมดีใจขึ้นมาทันที เพราะนั่นหมายถึงผมมีโอกาสจะได้กลับบ้านแล้ว
คนในสนามบินเตือนผมว่าพันธมิตรเขายึดสนามบินแล้ว จะออกไปยังพอไปได้ แต่จะต้องค่าแทกซี่จะแพงหน่อย
ผมมองกลับไปที่เคาน์เตอร์การบินไทยอีกครั้ง ขนมชุดใหม่ถูกนำมาวางอีก คราวนี้มาหยิบกันทีละชิ้น ไม่หยิบมากเหมือนชุดก่อน คงจะเริ่มรู้แล้วว่าการบินไทยมีขนมเยอะจริง ๆ
ผมนึกถึงคำพูดของท่านมหาตมะ คานธี ที่ว่า
โลกนี้มีทรัพยากรเหลือเฟือให้มนุษย์ทุกคนใช้อย่างพอเพียง แต่มีไม่พอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว
เอาล่ะ ผมจะได้กลับออกไปข้างนอกแล้วนะ
พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 3
ผมนั่งกับพื้นอยู่ที่หน้าเกทอยู่นานสองนาน จนครั้งสุดท้ายที่แวะไปดูที่บอร์ด ผมก็พบว่าเที่ยวบินของผมก็ถูกยกเลิกแล้ว
หลักจากเดินไปติดต่อตรงโน้นที ตรงนี้ที ผมก็ได้ทราบว่าผมต้องรอให้การบินไทยยกเลิกตั๋วเครื่องบินของผม เพื่อนำไปยื่นต่อ ตม. หลังจากนั้นผมจึงจะกลับออกไปนอกสนามบินได้
หลายคนแนะนำว่าออกไปก็เจอพันธมิตรปิดกั้นอยู่ ก็กลับบ้านไม่ได้เหมือนเดิม น่าจะอยู่ในสนามบินจนเช้า อีกอย่างเคาน์เตอร์การบินไทยก็ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว จะยกเลิกตั๋วเครื่องบินก็ยังไม่ได้
คนที่ให้ข้อมูลแก่ผมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เป็นน้องผู้หญิง 2 คนในชุดสีม่วงของพนักงานการบินไทยนั่นเอง น้องทั้งสองคนน่าจะเป็นกราวด์ ในตำแหน่งที่ไม่สูงพอจะดำเนินการเรื่องตั๋วให้ผมได้ แต่น้องเขายืนอยู่ตรงกลางทางเดิน คอยตอบคำถามของคนที่ผ่านไปผ่านมาอย่างขะมักเขม้น ถึงแม้น้องเขาช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ผมประทับใจน้องทั้งสองคนนั้นที่ความมีน้ำใจ และความมีจิตใจของการให้บริการของน้องเขา ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่านี้กลับบ้านไปแล้ว แต่น้องสองคนยังยืนตอบคำถามตามความสามารถที่ตนจะทำได้ อย่างไม่ท้อถอย
ผมกล่าวกับน้องทั้งสองคนว่า "ขอบคุณครับที่ยังอยู่แถวนี้"
ผมไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในสนามบินเขากลัวอะไร แต่เขาพากันกลับบ้านไปก่อนเวลาแล้ว บางร้านก็เก็บสินค้าออกจากตู้ทั้งหมด อาจเป็นเพราะเวรต่อไปไม่มารับช่วง และตัวเองก็กลัวว่าจะไม่ได้กลับบ้าน จะทิ้งร้านก็กลัวของหาย หรือว่ากลัวพันธมิตรจะบุเกข้ามาทำลายข้าวของ
ไม่มีใครรู้หรอกครับ เพราะเขาทำงานกันอย่างไม่มีแผนนี่ครับ
สำหรับผม มันเป็นภาพที่แปลกตามากเลย ที่ได้พบร้านในสนามบินซึ่งเคยเปิดสว่างไสวตลอดเวลา แต่ตอนนี้กลับปิดเหลือแต่ร้านโล่ง ๆ ลองนึกภาพสิครับ ถ้าคุณเห็นร้าน 7-11 สาขาใกล้บ้านคุณปิดตอนกลางคืน มันจะแปลกตาขนาดไหน
ผมได้ทราบว่าเคาน์เตอร์การบินไทยจะเปิดตอนตี 5 ครึ่ง เพื่อจะช่วยเคลียร์ปัญหาเรื่องตั๋ว และต่อมาก็ได้ทราบว่าเลื่อนออกไปเป็น 7 โมง เพราะพันธมิตรปิดถนนอยู่ การจะเข้ามาภายในสนามบินน่าจะเป็นเรื่องลำบากเกินไป
เอาล่ะ ด้วยผลงานของพันธมิตร ผมจะต้องหาที่หลับนอนในสนามบินระดับโลกสำหรับคืนนี้แล้วล่ะ
หลักจากเดินไปติดต่อตรงโน้นที ตรงนี้ที ผมก็ได้ทราบว่าผมต้องรอให้การบินไทยยกเลิกตั๋วเครื่องบินของผม เพื่อนำไปยื่นต่อ ตม. หลังจากนั้นผมจึงจะกลับออกไปนอกสนามบินได้
หลายคนแนะนำว่าออกไปก็เจอพันธมิตรปิดกั้นอยู่ ก็กลับบ้านไม่ได้เหมือนเดิม น่าจะอยู่ในสนามบินจนเช้า อีกอย่างเคาน์เตอร์การบินไทยก็ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว จะยกเลิกตั๋วเครื่องบินก็ยังไม่ได้
คนที่ให้ข้อมูลแก่ผมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เป็นน้องผู้หญิง 2 คนในชุดสีม่วงของพนักงานการบินไทยนั่นเอง น้องทั้งสองคนน่าจะเป็นกราวด์ ในตำแหน่งที่ไม่สูงพอจะดำเนินการเรื่องตั๋วให้ผมได้ แต่น้องเขายืนอยู่ตรงกลางทางเดิน คอยตอบคำถามของคนที่ผ่านไปผ่านมาอย่างขะมักเขม้น ถึงแม้น้องเขาช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ผมประทับใจน้องทั้งสองคนนั้นที่ความมีน้ำใจ และความมีจิตใจของการให้บริการของน้องเขา ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่านี้กลับบ้านไปแล้ว แต่น้องสองคนยังยืนตอบคำถามตามความสามารถที่ตนจะทำได้ อย่างไม่ท้อถอย
ผมกล่าวกับน้องทั้งสองคนว่า "ขอบคุณครับที่ยังอยู่แถวนี้"
ผมไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในสนามบินเขากลัวอะไร แต่เขาพากันกลับบ้านไปก่อนเวลาแล้ว บางร้านก็เก็บสินค้าออกจากตู้ทั้งหมด อาจเป็นเพราะเวรต่อไปไม่มารับช่วง และตัวเองก็กลัวว่าจะไม่ได้กลับบ้าน จะทิ้งร้านก็กลัวของหาย หรือว่ากลัวพันธมิตรจะบุเกข้ามาทำลายข้าวของ
ไม่มีใครรู้หรอกครับ เพราะเขาทำงานกันอย่างไม่มีแผนนี่ครับ
สำหรับผม มันเป็นภาพที่แปลกตามากเลย ที่ได้พบร้านในสนามบินซึ่งเคยเปิดสว่างไสวตลอดเวลา แต่ตอนนี้กลับปิดเหลือแต่ร้านโล่ง ๆ ลองนึกภาพสิครับ ถ้าคุณเห็นร้าน 7-11 สาขาใกล้บ้านคุณปิดตอนกลางคืน มันจะแปลกตาขนาดไหน
ผมได้ทราบว่าเคาน์เตอร์การบินไทยจะเปิดตอนตี 5 ครึ่ง เพื่อจะช่วยเคลียร์ปัญหาเรื่องตั๋ว และต่อมาก็ได้ทราบว่าเลื่อนออกไปเป็น 7 โมง เพราะพันธมิตรปิดถนนอยู่ การจะเข้ามาภายในสนามบินน่าจะเป็นเรื่องลำบากเกินไป
เอาล่ะ ด้วยผลงานของพันธมิตร ผมจะต้องหาที่หลับนอนในสนามบินระดับโลกสำหรับคืนนี้แล้วล่ะ
พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 2
หลังจากพันธมิตรบุกเข้าอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ได้สัก 1 ชั่วโมง ผมก็ต้องตัดสินใจว่าจะถอยหลังกลับบ้าน หรือจะเดินหน้าต่อ
โอกาสที่เที่ยวบินจะโดนยกเลิกมีสูงมาก แต่ถ้าบังเอิญเขาไม่ยกเลิกล่ะ? ผมคงจะเสียดายที่ตื่นตระหนกเกินไป ในที่สุดผมก็เลือกที่จะเดินหน้าเข้า ตม. อย่างมากถ้าเที่ยวบินถูกยกเลิกผมก็แค่เสียเวลาคืนนี้ทั้งคืน
การตรวจพาสปอร์ตผ่านไปอย่างราบรื่น เหมือนว่าเจ้าหน้าที่ ตม. จะไม่ได้ยินประกาศของสนามบิน
ผมเดินเข้าไปเรื่อย ๆ จนถึง เกทที่จะไปขึ้นเครื่อง แต่กลับพบว่าเกทถูกปิดชั่วคราว เพราะไม่รู้ว่าเที่ยวบินจะยกเลิกหรือเปล่า มองไปรอบตัว ทุกคนยืนนิ่ง สายตาจับจ้องที่จุดเดียวกันคือบอร์ดที่แสดงเที่ยวบินสำหรับคืนนี้ ซึ่งก็ถูกยกเลิกไปหลายเที่ยวบินแล้ว
ผมเลือกที่มุมว่าง ๆ มุมหนึ่งไม่ห่างจากทางเข้าเกท ทุกคนอยู่ในอาการเงียบสงบ ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง คนต่างชาติมีหน้าตาที่เคร่งเครียดมากกว่าคนไทย เพราะเขาไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร ในขณะที่คนไทยอย่างมากก็แค่กังวลเรื่องธุระที่จะไปทำที่ต่างประเทศ
ท่ามกลางความเงียบเหงาและอึมครึม ผมได้พบภาพของน้ำใจ ซึ่งดังขึ้นพร้อมกับสัญญาณ บี๊พ บี๊พ บี๊พ ของเครื่องตรวจจับโลหะ ผมมองตามเสียงนั้นไป และพบว่ามีเจ้าหน้าที่ 2-3 คนกำลังยกเก้าอี้ยาวจากในเกทออกมาวางหน้าเครื่องตรวจจับโลหะ และตะโกนบอกว่า "elderly people sit here" คนที่ได้ยินคงยิ้มเหมือนกับผม
ในนาทีที่ยากลำบากในชีวิต เราได้เห็นน้ำใจของมนุษย์โลก ที่หยิบยื่นให้แก่กัน
แต่.....
คืนนี้ยังอีกยาวนานนัก เราจะช่วยเหลือกันไปได้อีกนานแค่ไหน เราจะต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่อไปอีกกี่ชั่วโมง
โอกาสที่เที่ยวบินจะโดนยกเลิกมีสูงมาก แต่ถ้าบังเอิญเขาไม่ยกเลิกล่ะ? ผมคงจะเสียดายที่ตื่นตระหนกเกินไป ในที่สุดผมก็เลือกที่จะเดินหน้าเข้า ตม. อย่างมากถ้าเที่ยวบินถูกยกเลิกผมก็แค่เสียเวลาคืนนี้ทั้งคืน
การตรวจพาสปอร์ตผ่านไปอย่างราบรื่น เหมือนว่าเจ้าหน้าที่ ตม. จะไม่ได้ยินประกาศของสนามบิน
ผมเดินเข้าไปเรื่อย ๆ จนถึง เกทที่จะไปขึ้นเครื่อง แต่กลับพบว่าเกทถูกปิดชั่วคราว เพราะไม่รู้ว่าเที่ยวบินจะยกเลิกหรือเปล่า มองไปรอบตัว ทุกคนยืนนิ่ง สายตาจับจ้องที่จุดเดียวกันคือบอร์ดที่แสดงเที่ยวบินสำหรับคืนนี้ ซึ่งก็ถูกยกเลิกไปหลายเที่ยวบินแล้ว
ผมเลือกที่มุมว่าง ๆ มุมหนึ่งไม่ห่างจากทางเข้าเกท ทุกคนอยู่ในอาการเงียบสงบ ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง คนต่างชาติมีหน้าตาที่เคร่งเครียดมากกว่าคนไทย เพราะเขาไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร ในขณะที่คนไทยอย่างมากก็แค่กังวลเรื่องธุระที่จะไปทำที่ต่างประเทศ
ท่ามกลางความเงียบเหงาและอึมครึม ผมได้พบภาพของน้ำใจ ซึ่งดังขึ้นพร้อมกับสัญญาณ บี๊พ บี๊พ บี๊พ ของเครื่องตรวจจับโลหะ ผมมองตามเสียงนั้นไป และพบว่ามีเจ้าหน้าที่ 2-3 คนกำลังยกเก้าอี้ยาวจากในเกทออกมาวางหน้าเครื่องตรวจจับโลหะ และตะโกนบอกว่า "elderly people sit here" คนที่ได้ยินคงยิ้มเหมือนกับผม
ในนาทีที่ยากลำบากในชีวิต เราได้เห็นน้ำใจของมนุษย์โลก ที่หยิบยื่นให้แก่กัน
แต่.....
คืนนี้ยังอีกยาวนานนัก เราจะช่วยเหลือกันไปได้อีกนานแค่ไหน เราจะต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่อไปอีกกี่ชั่วโมง
พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 1
วันที่ 25 พ.ย. 51 พันธมิตรบุกยึดสุวรรณภูมิ วันที่ 26 ยึดดอนเมือง
ผมคือคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองนั้น
ผมบินจากสุโขทัยมาถึงสุวรรณภูมิประมาณ 1 ทุ่ม และเข้าเช็คอินที่เคาน์เตอร์การบินไทย เพื่อจะบินไปต่างประเทศเที่ยวบิน 5 ทุ่มกว่า
สุวรรณภูมิวันนี้ดูแปลกไป เพราะมีตำรวจ และรปภ.มาเดินเยอะกว่าปกติ ชั้น 4 เปิดแค่ 2 ประตูคือประตู 5 และ 10
ประมาณ 2 ทุ่ม การท่าฯ ก็ปิดประตูทั้งหมดของชั้น 4 ทุกคนมองออกไปข้างนอก กองกำลังของพันธมิตรกำลังเดินเท้าขึ้นมา หลังจากที่ได้ปิดเส้นทางการจราจรเข้าสนามบินตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา
ประมาณ 20.40 น. (ถ้าจำไม่ผิด) มีเสียงโห่ร้องในอาคารผู้โดยสาร เป็นพันธมิตรที่เข้ามาอยู่ในสนามบินมาตั้งนานแล้ว ไม่ใส่เสื้อเหลือง มาเดินปะปนอยู่กับผู้โดยสาร พอกองกำลังส่วนใหญ่มาถึงประตู พวกเขาก็โห่ร้องขึ้นอีกครั้ง แล้วก็เปิดประตูให้กองกำลังส่วนใหญ่เดินเข้ามา ตำรวจที่มาประจำอยู่ที่นั้นก็ปล่อยให้เข้ามาโดยไม่มีการปะทะกัน ตำรวจมีแค่โล่กับกระบองสั้น ๆ
ผมนึกว่าพวกเขาจะเดินเข้ามาทั้งหมด มาตั้งแถวในอาคารผู้โดยสาร มายึดอาคารนี้ทั้งอาคาร หรือบางส่วน
แต่... เปล่าเลย
เขาเปิดประตูเข้ามาได้ก็มายืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ พวกที่เคยแฝงตัวข้างในก็งง ทำไมเปิดประตูแล้วไม่เข้ามา พวกที่เดินเข้ามาแล้วก็ถูกเรียกกลับออกไป เดินเข้า ๆ ออก ๆ อยู่พักใหญ่ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ จนเกือบ 3 ทุ่มก็พากันร้องเฮและวิ่งเข้ามาในอาคาร ผู้โดยสารนับร้อยที่อยู่ในอาคาร พากันวิ่งหนีไปอยู่ด้านใน ติดกับจุดตรวจสัมภาระของผู้โดยสารขาออกในประเทศ
แต่... เขาไม่วิ่งเข้ามาทั้งหมด
เขาเข้ามาแค่ประมาณ 100 คน วิ่งมาได้สักประมาณ 50 เมตร ถึงตรงกลางพื้นที่เช็คอิน ก็หยุด เพราะไม่รู้จะวิ่งไปไหน เพื่อนก็ไม่วิ่งตามมา
ก็เลยยึดพื้นที่อยู่แค่นั้น
ผู้โดยสารที่วิ่งไปหลบ ก็ค่อย ๆ เดินออกมา ไม่รู้ว่าพันธมิตรจะทำอะไรต่อไป ฝ่ายพันธมิตรก็เดินไปเดินมา เข้าห้องน้ำบ้าง พูดคุยกันบ้าง แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากภายนอกเริ่มมีการปราศรัย
ผมเริ่มสงสัยว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรครั้งนี้ ใครเป็นผู้นำ มีวัตถุประสงค์อย่างไร มีแผนอย่างไร มีการตระเตรียมคนที่จะนำกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กันในการบุกยึดสนามบินหรือไม่
เพราะสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของผมนั้นเป็นแค่การกระทำของอันธพาลอิสระที่มารวมกลุ่มกัน ทำอะไรก็ได้ให้มันดูรุนแรง แต่ทำกันแบบไม่มีแผน ใครนึกอยากจะทำอะไรทำ ไม่รู้ว่าจะยึดสนามบินได้ง่ายขนาดนี้ พอยึดได้แล้วเลยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ
ศรัทธาที่ผมเคยมีต่ออุดมการของพันธมิตร หดหายไปเยอะ
21.40 น. มีประกาศกระจายเสียงว่าเพื่อความปลอดภัย ขอให้ผู้โดยสารและบุคคลที่อยู่ในอาคารฯ ออกจากอาคารฯ ทันที โดยใช้ประตู 4 และ 8 ที่ชั้น 1
ผมต้องตัดสินใจแล้วว่าจะกลับออกไปข้างนอก หาทางกลับบ้าน หรือจะเข้าด่าน ตม. เผื่อจะได้บินในคืนนี้
ติดตามตอนต่อไป
ผมคือคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองนั้น
ผมบินจากสุโขทัยมาถึงสุวรรณภูมิประมาณ 1 ทุ่ม และเข้าเช็คอินที่เคาน์เตอร์การบินไทย เพื่อจะบินไปต่างประเทศเที่ยวบิน 5 ทุ่มกว่า
สุวรรณภูมิวันนี้ดูแปลกไป เพราะมีตำรวจ และรปภ.มาเดินเยอะกว่าปกติ ชั้น 4 เปิดแค่ 2 ประตูคือประตู 5 และ 10
ประมาณ 2 ทุ่ม การท่าฯ ก็ปิดประตูทั้งหมดของชั้น 4 ทุกคนมองออกไปข้างนอก กองกำลังของพันธมิตรกำลังเดินเท้าขึ้นมา หลังจากที่ได้ปิดเส้นทางการจราจรเข้าสนามบินตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา
ประมาณ 20.40 น. (ถ้าจำไม่ผิด) มีเสียงโห่ร้องในอาคารผู้โดยสาร เป็นพันธมิตรที่เข้ามาอยู่ในสนามบินมาตั้งนานแล้ว ไม่ใส่เสื้อเหลือง มาเดินปะปนอยู่กับผู้โดยสาร พอกองกำลังส่วนใหญ่มาถึงประตู พวกเขาก็โห่ร้องขึ้นอีกครั้ง แล้วก็เปิดประตูให้กองกำลังส่วนใหญ่เดินเข้ามา ตำรวจที่มาประจำอยู่ที่นั้นก็ปล่อยให้เข้ามาโดยไม่มีการปะทะกัน ตำรวจมีแค่โล่กับกระบองสั้น ๆ
ผมนึกว่าพวกเขาจะเดินเข้ามาทั้งหมด มาตั้งแถวในอาคารผู้โดยสาร มายึดอาคารนี้ทั้งอาคาร หรือบางส่วน
แต่... เปล่าเลย
เขาเปิดประตูเข้ามาได้ก็มายืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ พวกที่เคยแฝงตัวข้างในก็งง ทำไมเปิดประตูแล้วไม่เข้ามา พวกที่เดินเข้ามาแล้วก็ถูกเรียกกลับออกไป เดินเข้า ๆ ออก ๆ อยู่พักใหญ่ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ จนเกือบ 3 ทุ่มก็พากันร้องเฮและวิ่งเข้ามาในอาคาร ผู้โดยสารนับร้อยที่อยู่ในอาคาร พากันวิ่งหนีไปอยู่ด้านใน ติดกับจุดตรวจสัมภาระของผู้โดยสารขาออกในประเทศ
แต่... เขาไม่วิ่งเข้ามาทั้งหมด
เขาเข้ามาแค่ประมาณ 100 คน วิ่งมาได้สักประมาณ 50 เมตร ถึงตรงกลางพื้นที่เช็คอิน ก็หยุด เพราะไม่รู้จะวิ่งไปไหน เพื่อนก็ไม่วิ่งตามมา
ก็เลยยึดพื้นที่อยู่แค่นั้น
ผู้โดยสารที่วิ่งไปหลบ ก็ค่อย ๆ เดินออกมา ไม่รู้ว่าพันธมิตรจะทำอะไรต่อไป ฝ่ายพันธมิตรก็เดินไปเดินมา เข้าห้องน้ำบ้าง พูดคุยกันบ้าง แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากภายนอกเริ่มมีการปราศรัย
ผมเริ่มสงสัยว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรครั้งนี้ ใครเป็นผู้นำ มีวัตถุประสงค์อย่างไร มีแผนอย่างไร มีการตระเตรียมคนที่จะนำกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กันในการบุกยึดสนามบินหรือไม่
เพราะสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของผมนั้นเป็นแค่การกระทำของอันธพาลอิสระที่มารวมกลุ่มกัน ทำอะไรก็ได้ให้มันดูรุนแรง แต่ทำกันแบบไม่มีแผน ใครนึกอยากจะทำอะไรทำ ไม่รู้ว่าจะยึดสนามบินได้ง่ายขนาดนี้ พอยึดได้แล้วเลยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ
ศรัทธาที่ผมเคยมีต่ออุดมการของพันธมิตร หดหายไปเยอะ
21.40 น. มีประกาศกระจายเสียงว่าเพื่อความปลอดภัย ขอให้ผู้โดยสารและบุคคลที่อยู่ในอาคารฯ ออกจากอาคารฯ ทันที โดยใช้ประตู 4 และ 8 ที่ชั้น 1
ผมต้องตัดสินใจแล้วว่าจะกลับออกไปข้างนอก หาทางกลับบ้าน หรือจะเข้าด่าน ตม. เผื่อจะได้บินในคืนนี้
ติดตามตอนต่อไป
วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551
คณิตศาสตร์เป็นแก่นของวิทยาศาสตร์
ขอสะกิดมุมเล็ก ๆ ในความคิดของผม
สมัยมัธยมปลายผมคิดว่าวิทยาศาสตร์แยกเป็น 3 สาขาที่เด่นชัด คือฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา
เป็น 3 ทางที่ไม่มีทางมาบรรจบกัน
แต่ยิ่งเรียนสูงขึ้น ผมก็ยิ่งเห็นความเชื่อมโยงกันมากขึ้น เริ่มได้ยินคำว่า phyical chemistry, biochemistry
ประมาณปี 2543 ได้รู้จักศาสตร์ใหม่คือ molecular biology และได้เรียนศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันในเวลาต่อมา
molecular biology ทำให้ผมเริ่มมองเห็นว่าปรากฏการณ์ทางชีววิทยาหลาย ๆ อย่าง สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากโมเลกุลของสารใด ทำปฏิกิริยากับโมเลกุลใด
โรค thalassemia เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมาก
โรคนี้ได้ชื่อมาจากรากศัพท์กรีกว่า thalassa ซึ่งแปลว่าทะเล เพราะเป็นโรคโลหิตจางที่พบมากแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน ความรู้ในระยะแรก ยังเป็นเพียงความรู้ระดับชีววิทยา คือจำแนกโรคได้ บอกอาการของโรคได้ วินิจฉัยได้ รักษาตามอาการได้ระดับหนึ่ง และระบุได้ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม
ต่อมาเราก็รู้ว่าโรคนี้ต่างกับโลหิตจางชนิดอื่น ๆ (เช่นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก, จากพยาธิปากขอ) ตรงที่มันมีความผิดปกติที่โมเลกุของฮีโมโกลบิน ตรงนี้เป็นความรู้แบบ biochemistry
ต่อมาเราก็เจาะลึกต่อไปอีกว่าฮีโมโกลบินโดยปกติประกอบด้วยโปรตีน 4 ก้อน มาประกอบกันเป็นลูกบอลกลม เรียกว่าเป็นโครงสร้างระดับจตุตถภูมิ (quaternary structure) วิธีการบิดตัวของโปรตีนแต่ละก้อนจัดเป็นโครงสร้างระดับตติยภูมิ (tertiary structure) ลึกลงไปอีก ในโครงสร้างย่อย ๆ เหล่านั้นบางท่อนมีโครงสร้างแบบเกลียว (alpha-helix) อันนี้เป็นระดับทุติยภูมิ (secondary structure) และย่อยจนถึงลำดับกรดอะมิโนทั้งหมดคือระดับปฐมภูมิ (primary structure) การศึกษาถึงขั้นนี้เป็นระดับ molecular biology แล้ว
เมื่อทำการศึกษายีนของฮีโมโกลบิน และศึกษาถึงการกลายพันธุ์ของมันจนทำให้คนป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย จึงเป็นการศึกษาในวิชา molecular genetics
แต่โปรตีนที่ผิดปกติ ทำให้หน้าที่ของฮีโมโกลบินเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราต้องศึกษาในระดับ physical chemistry คือศึกษาไปถึงว่าโมเลกุลของ heme ซึ่งเป็นสารประกอบเล็ก ๆ อันหนึ่งที่อยู่ภายในอ้อมกอดของโปรตีน 4 หน่วยย่อยของฮีโมโกลบิน โดย heme จะมีอะตอมของเหล็กเอาไว้ยึดเหนี่ยวออกซิเจนอีกที กลายเป็นที่มาว่าฮีโมโกลบินนำพาออกซิเจนไปได้อย่างไร และเมื่อเกิดโรคธาลัสซีเมียขึ้นมาทำให้หน้าที่ในการนำพาออกซิเจนเปลี่ยนไปอย่างไร หรือทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นลงได้อย่างไร
ลึกลงไปมากกว่า physical chemistry เราอาจจะไปเพ่งมองพันธะใดพันธะหนึ่ง คำนวณแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม แปลออกมาเป็นความน่าจะเป็นที่ออกซิเจนจะถูกตรึงอยู่กับโมเลกุลของฮีโมโกลบิน กลายเป็น atomic physics และอนาคตอาจจะไปถึงระดับ quantum physics ก็ได้
และที่ขาดไม่ได้คือคณิตศาสตร์ที่จะใช้คำนวณแรงและความน่าจะเป็น
ดังนั้นจากสมการคณิตศาสตร์ เราค่อย ๆ ถอยกลับออกมาที่ quantum physics, atomic physics, physical chemistry, molecular genetics, molecular biology, biochemistry และ biology จากสิ่งไม่มีชีวิตคืออะตอม กลับขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตคือร่างกายมนุษย์
ดังนั้น ร่างกายมนุษย์จึงมีสมการคณิตศาสตร์นับล้านไหลอยู่ในกระแสเลือด แทรกในทุกเนื้อเยื่อ ทุกอวัยวะ
นอกจากนี้ จากการสังเกตพบว่าโรคนี้เกิดขึ้นในแถบที่มีการระบาดของโรคมาลาเรีย นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าเป็นวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เนื่องจากเชื้อมาลาเรียมันเป็นปรสิตที่ฝังตัวอยู่ในเม็ดเลือดแดง ร่างกายจึงไม่สามารถกำจัดได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกัน จึงต้องกำจัดเชื้อเหล่านี้ด้วยการฆ่าตัวเอง คือทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นลง วิธีการหนึ่งที่ร่างกายเลือกใช้คือการกลายพันธุ์ยีนฮีโมโกลบิน ซึ่งน่าจะมีหลายพันวิธี แต่วิธีที่ทำให้ผู้กลายพันธุ์เหล่านั้นอยู่รอดเหลือแค่ไม่กี่ร้อยวิธี ก็คือ Type ต่าง ๆ ของโรคธาลัสซีเมียนั่นเอง โรคธาลัสซีเมียจึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ถ้าเราใช้คณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Genetic Algorithm (ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สร้างมาจากการกลายพันธุ์ของยีน) ผนวกกับความรู้วิชาวิศวกรรมโปรตีน (protein engineering) ในการทำนายโครงสร้างและการทำงานของฮีโมโกลบิน เราอาจจะเห็นแนวโน้มของวิวัฒนาการมนุษย์ในอีก 1 ล้านปีข้างหน้าก็ได้
คณิตศาสตร์จึงใช้อธิบายปรากฏการณ์อะไร ๆ อีกมากมายในระดับใหญ่กว่าตัวเรา ใหญ่กว่าสังคม ใหญ่กว่าโลก ใหญ่ไปจนถึงระดับเอกภพ
ผมจึงพูดว่าคณิตศาสตร์เป็นแก่นของวิทยาศาสตร์
สมัยมัธยมปลายผมคิดว่าวิทยาศาสตร์แยกเป็น 3 สาขาที่เด่นชัด คือฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา
เป็น 3 ทางที่ไม่มีทางมาบรรจบกัน
แต่ยิ่งเรียนสูงขึ้น ผมก็ยิ่งเห็นความเชื่อมโยงกันมากขึ้น เริ่มได้ยินคำว่า phyical chemistry, biochemistry
ประมาณปี 2543 ได้รู้จักศาสตร์ใหม่คือ molecular biology และได้เรียนศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันในเวลาต่อมา
molecular biology ทำให้ผมเริ่มมองเห็นว่าปรากฏการณ์ทางชีววิทยาหลาย ๆ อย่าง สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากโมเลกุลของสารใด ทำปฏิกิริยากับโมเลกุลใด
โรค thalassemia เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมาก
โรคนี้ได้ชื่อมาจากรากศัพท์กรีกว่า thalassa ซึ่งแปลว่าทะเล เพราะเป็นโรคโลหิตจางที่พบมากแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน ความรู้ในระยะแรก ยังเป็นเพียงความรู้ระดับชีววิทยา คือจำแนกโรคได้ บอกอาการของโรคได้ วินิจฉัยได้ รักษาตามอาการได้ระดับหนึ่ง และระบุได้ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรม
ต่อมาเราก็รู้ว่าโรคนี้ต่างกับโลหิตจางชนิดอื่น ๆ (เช่นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก, จากพยาธิปากขอ) ตรงที่มันมีความผิดปกติที่โมเลกุของฮีโมโกลบิน ตรงนี้เป็นความรู้แบบ biochemistry
ต่อมาเราก็เจาะลึกต่อไปอีกว่าฮีโมโกลบินโดยปกติประกอบด้วยโปรตีน 4 ก้อน มาประกอบกันเป็นลูกบอลกลม เรียกว่าเป็นโครงสร้างระดับจตุตถภูมิ (quaternary structure) วิธีการบิดตัวของโปรตีนแต่ละก้อนจัดเป็นโครงสร้างระดับตติยภูมิ (tertiary structure) ลึกลงไปอีก ในโครงสร้างย่อย ๆ เหล่านั้นบางท่อนมีโครงสร้างแบบเกลียว (alpha-helix) อันนี้เป็นระดับทุติยภูมิ (secondary structure) และย่อยจนถึงลำดับกรดอะมิโนทั้งหมดคือระดับปฐมภูมิ (primary structure) การศึกษาถึงขั้นนี้เป็นระดับ molecular biology แล้ว
เมื่อทำการศึกษายีนของฮีโมโกลบิน และศึกษาถึงการกลายพันธุ์ของมันจนทำให้คนป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย จึงเป็นการศึกษาในวิชา molecular genetics
แต่โปรตีนที่ผิดปกติ ทำให้หน้าที่ของฮีโมโกลบินเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราต้องศึกษาในระดับ physical chemistry คือศึกษาไปถึงว่าโมเลกุลของ heme ซึ่งเป็นสารประกอบเล็ก ๆ อันหนึ่งที่อยู่ภายในอ้อมกอดของโปรตีน 4 หน่วยย่อยของฮีโมโกลบิน โดย heme จะมีอะตอมของเหล็กเอาไว้ยึดเหนี่ยวออกซิเจนอีกที กลายเป็นที่มาว่าฮีโมโกลบินนำพาออกซิเจนไปได้อย่างไร และเมื่อเกิดโรคธาลัสซีเมียขึ้นมาทำให้หน้าที่ในการนำพาออกซิเจนเปลี่ยนไปอย่างไร หรือทำให้เม็ดเลือดแดงอายุสั้นลงได้อย่างไร
ลึกลงไปมากกว่า physical chemistry เราอาจจะไปเพ่งมองพันธะใดพันธะหนึ่ง คำนวณแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม แปลออกมาเป็นความน่าจะเป็นที่ออกซิเจนจะถูกตรึงอยู่กับโมเลกุลของฮีโมโกลบิน กลายเป็น atomic physics และอนาคตอาจจะไปถึงระดับ quantum physics ก็ได้
และที่ขาดไม่ได้คือคณิตศาสตร์ที่จะใช้คำนวณแรงและความน่าจะเป็น
ดังนั้นจากสมการคณิตศาสตร์ เราค่อย ๆ ถอยกลับออกมาที่ quantum physics, atomic physics, physical chemistry, molecular genetics, molecular biology, biochemistry และ biology จากสิ่งไม่มีชีวิตคืออะตอม กลับขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตคือร่างกายมนุษย์
ดังนั้น ร่างกายมนุษย์จึงมีสมการคณิตศาสตร์นับล้านไหลอยู่ในกระแสเลือด แทรกในทุกเนื้อเยื่อ ทุกอวัยวะ
นอกจากนี้ จากการสังเกตพบว่าโรคนี้เกิดขึ้นในแถบที่มีการระบาดของโรคมาลาเรีย นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าเป็นวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เนื่องจากเชื้อมาลาเรียมันเป็นปรสิตที่ฝังตัวอยู่ในเม็ดเลือดแดง ร่างกายจึงไม่สามารถกำจัดได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกัน จึงต้องกำจัดเชื้อเหล่านี้ด้วยการฆ่าตัวเอง คือทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นลง วิธีการหนึ่งที่ร่างกายเลือกใช้คือการกลายพันธุ์ยีนฮีโมโกลบิน ซึ่งน่าจะมีหลายพันวิธี แต่วิธีที่ทำให้ผู้กลายพันธุ์เหล่านั้นอยู่รอดเหลือแค่ไม่กี่ร้อยวิธี ก็คือ Type ต่าง ๆ ของโรคธาลัสซีเมียนั่นเอง โรคธาลัสซีเมียจึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม ถ้าเราใช้คณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Genetic Algorithm (ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สร้างมาจากการกลายพันธุ์ของยีน) ผนวกกับความรู้วิชาวิศวกรรมโปรตีน (protein engineering) ในการทำนายโครงสร้างและการทำงานของฮีโมโกลบิน เราอาจจะเห็นแนวโน้มของวิวัฒนาการมนุษย์ในอีก 1 ล้านปีข้างหน้าก็ได้
คณิตศาสตร์จึงใช้อธิบายปรากฏการณ์อะไร ๆ อีกมากมายในระดับใหญ่กว่าตัวเรา ใหญ่กว่าสังคม ใหญ่กว่าโลก ใหญ่ไปจนถึงระดับเอกภพ
ผมจึงพูดว่าคณิตศาสตร์เป็นแก่นของวิทยาศาสตร์
วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551
Forest Model กับการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ผมขอออกตัวก่อนว่าเรื่อง Forest Model นี้ไม่ใช่ความคิดของผมอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงการนำความคิดของผู้อื่นมาต่อยอดเท่านั้น
ผมอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง (น่าเสียดายที่จำชื่อหนังสือไม่ได้) บอกว่าการทำงานในองค์กรก็เหมือนกับต้นไม้ เรามีงานส่วนหนึ่งที่เป็นของเราเองไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น เปรียบเสมือนลำต้นของต้นไม้ หนึ่งต้นก็มีหนึ่งลำต้น ของใครของมันไม่เกี่ยวกัน
กับงานอีกส่วนหนึ่งซึ่งเราต้องประสานงานกับบุคคลอื่นโดยโครงสร้างองค์กร เปรียบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ ซึ่งยื่นออกไปสอดประสานกับต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียงกัน
ผมไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนั้น แต่ผมหยิบไอเดียนั้นมาคิดเทียบกับการทำงานจริง แล้วผมก็พบว่ามันอธิบายอะไรหลายอย่างได้ดีทีเดียว
คนบางคนที่ทำงานแบบต้นสัก คือสูงชลูด กิ่งก้านน้อย ไม่ค่อยสอดประสานกับคนอื่น ได้เนื้อไม้ชั้นดี หมกมุ่นเพื่อทำงานของตัวเองให้เป็นเลิศ
คนบางคนทำงานแบบเถาวัลย์ คือไม่ค่อยมีลำต้นของตนเอง หรือถ้ามีก็เป็นลำต้นที่อ่อนแอ ไม่สามารถตั้งตรงได้ด้วยตัวเอง แต่เก่งด้านสอดประสานกับคนอื่น สามารถแผ่ขยายตัวเองไปได้ไกล คนแบบนี้ชอบการเข้าสังคมมากกว่าการเพ่งทำงานของตัวเอง
คนบางคนเหมือนต้นหญ้า คือลำต้นก็ไม่มี สอดประสานได้กับแค่ต้นหญ้าที่อยู่ข้างเคียง เติบโตได้ภายใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่
คนบางคนเหมือนต้นมะม่วง ลำต้นแข็งแรง กิ่งก้านแผ่ขยาย สอดประสานกับต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียง แถมยังออกผลให้เป็นอาหารกับคนอื่น ๆ อีก
ผมมองดูคนรอบข้างผมทีละคน ๆ แล้วก็คิดตามไปว่าคนคนนี้เหมือนต้นอะไร แล้วผมก็ได้พบอะไรแปลก ๆ ผมได้เจอคนบางคนที่สามารถสื่อสารข้ามไปอีกแผนกหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่งานของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอีกคนหนึ่งเลย มารู้ทีหลังว่าบางคนเป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกัน บางคนเป็นญาติกัน
ตรงนี้แหละที่ model ต้นไม้อธิบายไม่ได้ ผมจึงคิดต่อยอดออกไป
ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับต้นไม้ในรูปแบบที่เรามองไม่เห็น - ระบบรากไงล่ะ
ต้นไม้สองต้นสามารถสื่อสารกันได้ในรูปแบบที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจนกว่าเราจะขุดดินลงไปสำรวจระบบรากดู เหมือนคนสองคนที่ผังองค์กรไม่ได้บอกเลยว่าเขาเกี่ยวข้องอะไรกัน แต่เมื่อขุดไปดูในประวัติของเขาแล้วจึงพบความเกี่ยวข้องกัน
ระบบกิ่งก้านที่สอดประสานกันเป็น formal relationship
ระบบรากที่สอดประสานกันเป็น informal relationship
ความสัมพันธ์ทั้งสองแบบเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารองค์กร โดยเฉพาะการบริหารทรัพยากรมนุษย์
บางทีเราอาจคิดว่าต้องตักเตือนพนักงานคนหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรโดยผ่านหัวหน้าแผนก
แต่บางทีถ้าไม่ใช่ความผิดร้ายแรง อาจฝากบอกญาติของเขาที่อยู่อีกแผนกหนึ่งว่าให้เขาระมัดระวังการกระทำให้มากกว่านี้ - มันดูนุ่มนวลกว่าและไม่ค่อยเป็นทางการ บางทีอาจจะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการเรียกมาตักเตือนโดยตรงเสียอีก
ผมเรียก model ใหม่นี้ว่า Forest Model คือองค์กรเปรียบเสมือนป่าไม้ มีต้นไม้หลากหลายชนิด มีชนิดลำต้นแข็งแรงกับลำต้นอ่อนแอ มีสูงชลูดกับร่มใบแผ่กว้าง มีพวกเลื้อยเหมือนเถาวัลย์ มีต้นหญ้ากอเล็ก ๆ มีกาฝากเกาะบนต้นไม้ใหญ่ มีที่ออกดอกสีสวยกลิ่นหอม มีที่ออกผลเป็นอาหารให้กับชาวโลก และที่สำคัญคือพืชทุกชนิดมีระบบรากที่สื่อสารกันได้ (ถ้าใครได้อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับ rhizosphere คือโลกของรากไม้จะทราบว่าพืชมีการสื่อสารผ่านระบบรากด้วยการหลั่งสารเคมีบางอย่างออกมาจริง ๆ ไม่ใช่แค่การพูดเปรียบเปรย)
ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบของป่าไม้ การจัดการองค์กรคือการจัดป่าไม้นี้ให้ร่มรื่น และสมดุล สวนป่าแห่งนี้ เราสามารถนำต้นไม้ใหม่มาปลูก ขุดต้นไม้บางต้นทิ้งไป ย้ายต้นไม้บางต้นไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้ทั้งกลายเติบโต และทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่างให้เป็นสวนป่าที่ตรงกับ concept ขององค์กรของเรา
ลูกค้าคือคนหรือสัตว์ป่ที่เดินเข้ามาในป่าไม้ของเรา บ้างก็มาอาศัยร่มเงา (มาซื้อบริการ) บ้างก็มาเก็บผลไม้ไปรับประทาน (มาซื้อสินค้า) ถ้าเราจัดสวนป่าของเราได้ดี ลูกค้าก็จะกลับมาหาเราเป็นประจำ
สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจและวางใจเป็นกลางว่าป่าไม้ต้องมีพืชหลากหลายชนิด แต่ละชีวิตต่างก็มีหน้าที่และบทบาทของตัวเอง จะให้มีแต่ต้นมะม่วงอย่างเดียวก็เป็นสวนผลไม้ไม่ใช่ป่า
ในสายตาของผม diversity และ relationship จึงเป็นคีย์เวิร์ดของการจัดการองค์กรตาม Forest Model (คราวนี้คำว่า relationship ได้ครอบคลุมคำว่า participation แล้ว - ไม่พลาดอย่างคราวก่อน)
ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ป่าของผมมีไส้เดือนเยอะ ๆ เพื่อช่วยพรวนดินทำให้ระบบรากเจริญเติบโต และไม่อยากมีไส้เดือนฝอยที่คอยกัดกินรากพืช
ขอจบด้วยรูปไทรงาม อ.พิมาย จ.นครราชสีมา สวนป่าที่รากกลายเป็นต้น ต้นกลายเป็นราก สืบต่อกันมากว่า 350 ปี นี่แหละองค์กรที่ไม่มีวันตาย
ผมอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่ง (น่าเสียดายที่จำชื่อหนังสือไม่ได้) บอกว่าการทำงานในองค์กรก็เหมือนกับต้นไม้ เรามีงานส่วนหนึ่งที่เป็นของเราเองไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น เปรียบเสมือนลำต้นของต้นไม้ หนึ่งต้นก็มีหนึ่งลำต้น ของใครของมันไม่เกี่ยวกัน
กับงานอีกส่วนหนึ่งซึ่งเราต้องประสานงานกับบุคคลอื่นโดยโครงสร้างองค์กร เปรียบเสมือนกิ่งก้านของต้นไม้ ซึ่งยื่นออกไปสอดประสานกับต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียงกัน
ผมไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนั้น แต่ผมหยิบไอเดียนั้นมาคิดเทียบกับการทำงานจริง แล้วผมก็พบว่ามันอธิบายอะไรหลายอย่างได้ดีทีเดียว
คนบางคนที่ทำงานแบบต้นสัก คือสูงชลูด กิ่งก้านน้อย ไม่ค่อยสอดประสานกับคนอื่น ได้เนื้อไม้ชั้นดี หมกมุ่นเพื่อทำงานของตัวเองให้เป็นเลิศ
คนบางคนทำงานแบบเถาวัลย์ คือไม่ค่อยมีลำต้นของตนเอง หรือถ้ามีก็เป็นลำต้นที่อ่อนแอ ไม่สามารถตั้งตรงได้ด้วยตัวเอง แต่เก่งด้านสอดประสานกับคนอื่น สามารถแผ่ขยายตัวเองไปได้ไกล คนแบบนี้ชอบการเข้าสังคมมากกว่าการเพ่งทำงานของตัวเอง
คนบางคนเหมือนต้นหญ้า คือลำต้นก็ไม่มี สอดประสานได้กับแค่ต้นหญ้าที่อยู่ข้างเคียง เติบโตได้ภายใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่
คนบางคนเหมือนต้นมะม่วง ลำต้นแข็งแรง กิ่งก้านแผ่ขยาย สอดประสานกับต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียง แถมยังออกผลให้เป็นอาหารกับคนอื่น ๆ อีก
ผมมองดูคนรอบข้างผมทีละคน ๆ แล้วก็คิดตามไปว่าคนคนนี้เหมือนต้นอะไร แล้วผมก็ได้พบอะไรแปลก ๆ ผมได้เจอคนบางคนที่สามารถสื่อสารข้ามไปอีกแผนกหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ๆ ที่งานของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอีกคนหนึ่งเลย มารู้ทีหลังว่าบางคนเป็นเพื่อนเรียนมาด้วยกัน บางคนเป็นญาติกัน
ตรงนี้แหละที่ model ต้นไม้อธิบายไม่ได้ ผมจึงคิดต่อยอดออกไป
ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับต้นไม้ในรูปแบบที่เรามองไม่เห็น - ระบบรากไงล่ะ
ต้นไม้สองต้นสามารถสื่อสารกันได้ในรูปแบบที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจนกว่าเราจะขุดดินลงไปสำรวจระบบรากดู เหมือนคนสองคนที่ผังองค์กรไม่ได้บอกเลยว่าเขาเกี่ยวข้องอะไรกัน แต่เมื่อขุดไปดูในประวัติของเขาแล้วจึงพบความเกี่ยวข้องกัน
ระบบกิ่งก้านที่สอดประสานกันเป็น formal relationship
ระบบรากที่สอดประสานกันเป็น informal relationship
ความสัมพันธ์ทั้งสองแบบเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารองค์กร โดยเฉพาะการบริหารทรัพยากรมนุษย์
บางทีเราอาจคิดว่าต้องตักเตือนพนักงานคนหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรโดยผ่านหัวหน้าแผนก
แต่บางทีถ้าไม่ใช่ความผิดร้ายแรง อาจฝากบอกญาติของเขาที่อยู่อีกแผนกหนึ่งว่าให้เขาระมัดระวังการกระทำให้มากกว่านี้ - มันดูนุ่มนวลกว่าและไม่ค่อยเป็นทางการ บางทีอาจจะมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการเรียกมาตักเตือนโดยตรงเสียอีก
ผมเรียก model ใหม่นี้ว่า Forest Model คือองค์กรเปรียบเสมือนป่าไม้ มีต้นไม้หลากหลายชนิด มีชนิดลำต้นแข็งแรงกับลำต้นอ่อนแอ มีสูงชลูดกับร่มใบแผ่กว้าง มีพวกเลื้อยเหมือนเถาวัลย์ มีต้นหญ้ากอเล็ก ๆ มีกาฝากเกาะบนต้นไม้ใหญ่ มีที่ออกดอกสีสวยกลิ่นหอม มีที่ออกผลเป็นอาหารให้กับชาวโลก และที่สำคัญคือพืชทุกชนิดมีระบบรากที่สื่อสารกันได้ (ถ้าใครได้อ่านงานวิจัยเกี่ยวกับ rhizosphere คือโลกของรากไม้จะทราบว่าพืชมีการสื่อสารผ่านระบบรากด้วยการหลั่งสารเคมีบางอย่างออกมาจริง ๆ ไม่ใช่แค่การพูดเปรียบเปรย)
ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบของป่าไม้ การจัดการองค์กรคือการจัดป่าไม้นี้ให้ร่มรื่น และสมดุล สวนป่าแห่งนี้ เราสามารถนำต้นไม้ใหม่มาปลูก ขุดต้นไม้บางต้นทิ้งไป ย้ายต้นไม้บางต้นไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้ทั้งกลายเติบโต และทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่างให้เป็นสวนป่าที่ตรงกับ concept ขององค์กรของเรา
ลูกค้าคือคนหรือสัตว์ป่ที่เดินเข้ามาในป่าไม้ของเรา บ้างก็มาอาศัยร่มเงา (มาซื้อบริการ) บ้างก็มาเก็บผลไม้ไปรับประทาน (มาซื้อสินค้า) ถ้าเราจัดสวนป่าของเราได้ดี ลูกค้าก็จะกลับมาหาเราเป็นประจำ
สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจและวางใจเป็นกลางว่าป่าไม้ต้องมีพืชหลากหลายชนิด แต่ละชีวิตต่างก็มีหน้าที่และบทบาทของตัวเอง จะให้มีแต่ต้นมะม่วงอย่างเดียวก็เป็นสวนผลไม้ไม่ใช่ป่า
ในสายตาของผม diversity และ relationship จึงเป็นคีย์เวิร์ดของการจัดการองค์กรตาม Forest Model (คราวนี้คำว่า relationship ได้ครอบคลุมคำว่า participation แล้ว - ไม่พลาดอย่างคราวก่อน)
ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ป่าของผมมีไส้เดือนเยอะ ๆ เพื่อช่วยพรวนดินทำให้ระบบรากเจริญเติบโต และไม่อยากมีไส้เดือนฝอยที่คอยกัดกินรากพืช
ขอจบด้วยรูปไทรงาม อ.พิมาย จ.นครราชสีมา สวนป่าที่รากกลายเป็นต้น ต้นกลายเป็นราก สืบต่อกันมากว่า 350 ปี นี่แหละองค์กรที่ไม่มีวันตาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)