วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2551

อำนาจสีเทา

"อำนาจ" เป็นสิ่งที่ดูทรงพลัง ผมเคยคิดว่าสีของอำนาจน่าจะเป็นสีแดง
แต่ "อำนาจ" ก็ดูน่ากลัว น่าจะเป็นสีดำ หรืออาจจะดูน่าเลื่อมใสบริสุทธิ์เหมือน "สีขาว"

แต่หลังจากผ่านประสบการณ์การทำงานมาหลายปี ผมเริ่มมองว่าอำนาจมีสีเทา

สีเทาแทนความกำกวม และมีหลายคนที่นำเอาความกำกวมมาแปรเป็นอำนาจของตัวเอง แล้วเรียกมันเสียใหม่ว่า "วิจารณญาณ" ดังที่เราจะเห็นได้จากกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งมักจะเปิดช่องให้ผู้บริหารได้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ได้เมื่อไม่มีระเบียบข้อใดระบุไว้ ยิ่งมีช่องว่างเปิดกว้างไว้เท่าไร อำนาจของผู้บริหารก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น อันที่จริงสีเทาควรจะเป็นสีของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะท่านทำงานด้วยการตัดสินความกำกวมเพื่อชี้ถูกชี้ผิด

ลองนึกภาพผู้บริหารที่ชอบใช้พระเดชปกครองลูกน้อง มีลูกน้องกี่คนก็กดหัวเขาหมด ใช้แต่อำนาจสีดำ คนเหล่านี้ปกครองลูกน้องไม่ได้ อย่างมากก็สั่งให้ลูกน้องทำตามคำสั่งของเขาได้ แต่ให้ลูกน้องช่วยคิดช่วยพัฒนา ร่วมแรงร่วมใจไม่ได้ อำนาจสีดำจึงมีผลเพียงทำให้ลูกน้องกลัว

ผู้บริหารที่ใช้อำนาจสีขาว เน้นแต่ความเมตตากรุณาต่อลูกน้อง ให้อภัยลูกน้องเสมอ ลูกน้องรักและบูชา แต่ไม่ได้แปลว่าจะทำงานให้ได้ดีเสมอไป เพราะการที่ลูกน้องมีความรักต่อเจ้านาย และได้รับความรักจากเจ้านายมาตลอด เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพัฒนางานของเขาอีกต่อไป เพราะจะทำหรือไม่ทำก็ได้รับผลตอบแทนจากเจ้านายเท่ากัน อำนาจสีขาวมีผลแค่ทำให้ลูกน้องรัก

ผมเชื่อว่า ผู้บริหารที่ใช้อำนาจสีเทาคือผู้บริหารที่มีอำนาจมากที่สุด เพราะเขาสามารถให้คุณให้โทษกับใครก็ได้ ไม่มีใครเป็นคนรัก ไม่มีใครเป็นคนชัง ทุกคนเป็นคนเท่า ๆ กัน มีโอกาสจะสร้างความผิด และความชอบเท่า ๆ กัน ใครทำดีก็ได้ความชอบ ทำผิดก็ถูกลงโทษ

ใคร ๆ ก็อยากเป็นเจ้านายสีเทาที่มีความยุติธรรมแก่ลูกน้อง แต่น่าเสียดายที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่สามารถเป็นผู้นำด้วยอำนาจสีเทาอย่างสมบูรณ์ สีเทาอย่างสมบูรณ์หมายความว่า ถึงแม้จะส่องด้วยแว่นขยานอีกกี่เท่า ก็ยังเห็นเป็นสีเทา หลายคนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้นำสีเทา เพราะว่าตัวเองมีทั้งให้คุณและให้โทษ โดยอาจลืมไปว่าลูกน้องแค่ละคนนั้นได้รับคุณและโทษไม่เท่ากัน บางคนเป็นคนโปรด ก็ได้รับคุณมาก คนชังก็ได้รับโทษมาก ผู้นำแบบนี้มองไกล ๆ เป็นสีเทา แต่พอมองใกล้ ๆ กลับเห็นเป็นจุดสีดำกับสีขาวสลับกัน หรือบางทีก็สลับด้วยเวลา หรือโอกาส เช่นอาจจะเป็นเจ้านายจอมโหดในวันทำงาน แต่เป็นเจ้านายผู้แสนใจดีในวันหยุด อาจจะเข้มงวดมากเรื่องการจ่ายค่าแรง แต่กลับใจดีมาก ๆ เรื่องสวัสดิการ บางเวลาเป็นสีดำ บางเวลาเป็นสีขาว เมื่อมองเฉลี่ย ๆ แล้วเป็นสีเทา

ดังนั้นผมจึงคิดว่าสีของอำนาจต้องเป็นสีเทา จึงจะเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดีได้ แต่การจะเป็นผู้นำสีเทาที่ดีได้นั้น จะต้องมีหลักการที่ดีอยู่ในใจ ถ้าใช้กฎหมายได้ ก็ให้ใช้กฎหมายเป็นเกณฑ์ตัดสิน ถ้ากฎหมายไม่ได้ระบุไว้ก็ควรจะใช้จารีตประเพณี ถ้าจารีตประเพณีไม่มีระบุไว้ก็ควรจะใช้หลักศีลธรรม และถ้าเรื่องใดไม่มีหลักศีลธรรมกำหนดไว้จึงจะใช้ประชามติ ต่อเมื่อเรื่องใดไม่จำเป็นต้องขอประชามติ นั่นแหละ จึงจะเลือกตัดสินใจด้วยวิจารณญาณส่วนบุคคล

ผมเชื่อว่ามีหลายเรื่องในโลกนี้ที่ตัดสินได้ด้วยวิจารณญาณส่วนบุคคล แต่มันคือเกณฑ์สุดท้ายที่ควรนำมาใช้ การนำวิจารณญาณส่วนตัวมาใช้บ่อย ๆ คือการแสดงสีเทาในใจตัวเองออกมา การใช้ครั้งแรก ๆ ทำให้เรารู้ว่าเรามีอำนาจ แต่เมื่อใช้บ่อย ๆ อำนาจมักจะไม่รักษาความเป็นสีเทาที่สมบูรณ์ได้ มันจะคอยผันตัวเองเป็นสีดำบ้าง สีขาวบ้าง หรือกลายเป็นม้าลายสีดำสลับขาวบ้าง

การกลับมาอยู่ตรงทางสายกลาง เป็นผู้นำสีเทา คือผู้นำในอุดมคติ คือผู้นำที่มีอำนาจที่แท้จริง

ผมขอจบบทความนี้ด้วยปรัชญาเต๋า ในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง (เต๋าเต้อจิง) เกี่ยวกับอำนาจในการปกครอง ซึ่งท่านกล่าวไว้ลึกซึ้งมากกว่าความคิดของผมในวันนี้ ซึ่งผมจะต้องพยายามต่อไปจนกว่าจะตีโจทย์แตก ตามโจทย์ของท่านเหลาจื้อ อำนาจที่แท้จริงควรจะไม่มีสีหรือมองไม่เห็น ไม่ใช่มีสีเทาอย่างที่ผมคิดในวันนี้

เหลาจื้อท่านกล่าวว่า
การปกครองที่แย่ที่สุด คือการปกครองที่ประชาชนเกลียดผู้ปกครอง
การปกครองที่แย่รองลงมา คือการปกครองที่ประชาชนกลัวผู้ปกครอง
การปกครองที่แย่รองลงมาอีก คือการปกครองที่ประชาชนรักผู้ปกครอง
แต่การปกครองที่ดีที่สุด คือการปกครองที่ประชาชนคิดว่าไม่มีการปกครองอยู่

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 6

ตี 2 เศษผมออกจากอาคารผู้โดยสารมาขึ้นรถแท็กซี่ เชื่อมั้ยครับใกล้ไกลคิดราคาเดียว 500 บาทครับ

เอาล่ะคืนนี้ผมเหนื่อยมาพอแล้ว ผมจะหาโรงแรมนอนแล้ว

คืนนี้พักเรื่องพันธมิตรไว้ก่อน

เช้าวันที่ 26 ผมตื่นค่อนข้างสาย เพราะนอนดึกมาก ช่วงกลางวันผมไปเดินตามห้าง ก็ได้พบว่าไม่มีบรรยากาศของความไม่สงบเลย ทุกอย่างดูเป็นปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นเรื่องเดียว คือไม่ค่อยเห็นคนกรุงเทพฯ ใส่เสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงแล้ว

เย็นวันที่ 26 เป็นกำหนดการที่ผมจะเดินทางกลับพิษณุโลก

ตอนที่จะเลี้ยวเข้าสนามบิน แท็กวี่เจ้ากรรมดันเลี้ยวจากโทลล์เวย์เข้าอาคารระหว่างประเทศ ก็เลยมาจ๊ะเอ๋กับพันธมิตรที่ตั้งด่านไว้รอรับที่เชิงสะพาน แต่ดีหน่อยที่เขาไม่กักรถเรา ปล่อยให้เลี้ยวออกถนนใหญ่ได้ ก่อนจะไปเลี้ยวเข้าอาคารในประเทศที่ทางเข้าถัดไป

การเช็คอินที่ดอนเมืองเป็นปกติ ไม่มีลางบอกเหตุใด ๆ ช่วงเย็นนี้ได้ยินข่าวเรื่อง พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ. ออกมาแถลงการณ์การประชุมร่วมหลายฝ่าย ซึ่งเสนอให้นายกฯยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ แล้วก็มีข่าวว่านายกฯ บินไปลงที่เชียงใหม่แทน

มีคนปล่อยข่าวว่านายกจะบินมาประชุมที่กรุงเทพฯ หรือไม่งั้น รมต.ก็จะบินไปประชุมที่เชียงใหม่

ดอนเมืองจึงกลายเป็นเป้าหมายต่อไปของพันธมิตร ซึ่งเขาเพียงแต่เดินมาจากอาคารระหว่างประเทศไม่กี่ร้อยเมตรก็จะมาถึงแล้ว

และก็เป็นเช่นนั้น พันธมิตรเข้ายึดชั้นล่าง ผู้โดยสารขาเข้าจึงต้องเข้าที่ชั้นบน เข้ามาปะปนกับผู้โดยสารขาออกที่กำลังรอเที่ยวบินของตน สนามบินประกาศให้ทุกคนไปรวมตัวอยู่ด้านเกท 84 ซึ่งเป็นเกทที่ไกลที่สุด เผื่อว่าจะต้องอพยพคนลงไปที่จุดรวมพลข้างล่าง

คราวนี้โชคดีหน่อยที่พันธมตรทำงานมีขั้นตอนมากขึ้น เพียงไม่กี่นาทีต่อมา สนามบินก็ประกาศว่าเหตุการณ์ปกติแล้ว จะทำการบินต่อไป

หลังจากกลับมาพิษณุโลกแล้ว (ช้ากว่าปกติเกือบ 1 ชั่วโมง) ตอนเช้าจึงได้ทราบว่าพันธมิตรได้ยึดสนามบินดอนเมืองหลังจากเที่ยวบินสุดท้ายจากพิษณุโลกลงจอดที่ดอนเมือง เท่ากับว่าเป็นการปิดสนามบินโดยละมุนละม่อมกว่าเมื่อคืนที่ผ่านมา

แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกับเมื่อคืนคือ พันธมิตรทำงานแบบไม่มีแผน และไม่มีการประชาสัมพันธ์ แล้วใครจะเข้าใจได้ว่าคุณทำงานด้วยความชอบธรรม หรือความชอบใจ? กองกำลังนับแสนที่ไม่มีวินัย ภายใต้การนำของแกนนำ 13 คนที่ไม่มีความเป็นหนึ่ง จะนำประเทศชาติไปสู่ทิศทางใด?

ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนมากที่ได้ยินคำพูดจากพันธมิตรว่าไม่ต้องการยุบสภา แต่ต้องการแก้ด้วยการให้นายกลาออก แล้วจับมือกันระหว่างพันธมิตรกับรัฐบาลเพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาภิวัตน์ โดยไม่ใช่หมายถึงพลงต.จำลองเป็นนายก หรือแกนนำเป็นรัฐมนตรี

น่าสะอิดสะเอียนมาก ต่อสู้กันมานานหลายเดือน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการเป็นรัฐบาลโดยไม่ต้องเลือกตั้ง

นี่น่ะหรือคือกองทัพของประชาชน คือกองทัพธรรม คือกองทัพประชาภิวัตน์

หรือแค่กลุ่มอันธพาลที่อยากเป็นใหญ่ในบ้านเมือง

ผมเคยชื่นชมคุณสนธิ ลิ้มทองกุลในสมัยที่ท่านทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เพราะรายการเต็มไปด้วยสาระเนื้อหา เบื้องลึก เบื้องหลัง และประวัติศาสตร์ คนที่ฟังแล้วจะได้รับความรู้ และตาสว่างขึ้น ได้เข้าใจมากขึ้นว่าที่รัฐบาลพูดนั้นมีความหมายโดยตรงว่าอย่างไร โดยนัยว่าอย่างไร เราได้รู้จักคำว่าประชานิยมกันมากขึ้น และรู้ว่ามันต่างกับประชาธิปไตยอย่างไร

ผ่านมา 3 ปี วันนี้พันธมิตรปราศรัย 24 ชั่วโมงเพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐบาลให้เกิดขึ้นในใจประชาชนนับแสน โดยไม่พยายามนำเสนอการเมืองแนวใหม่ที่เขาเรียกว่าแนวประชาภิวัตน์ ซึ่งเขาเชื่อว่าดีกว่าประชาธิปไตย

ถ้าประชาภิวัตน์แปลว่าการคล้อยตามความคิดของประชาชน ใครอยากได้อะไรก็หาพวกมาเยอะ ๆ แล้วได้สิ่งนั้นไป ผมถือว่าเป็นกฎของอันธพาล ไม่ใช่ของคนที่มีวุฒิภาวะทางการเมือง ประชาภิวัตน์ที่ควรจะเป็นคือทำให้เสียงของทุกคนดังฟังชัดขึ้น แต่ต้องตั้งใจฟังเสียงของคนอื่นมากขึ้นเช่นกัน

ต่อให้มีการยุบสภาในวันพรุ่งนี้ ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในความมืดมนต่อไป เพราะเรายังไม่รู้จักคำว่าประธิปไตยดีพอ

ถ้าพันธมิตรได้อ่านข้อความนี้ ผมขอร้องล่ะ คุมคนของท่านให้อยู่ในระเบียบกว่านี้ ทำอะไรให้มีแผนปฏบัติการที่ชัดเจนกว่านี้ อย่าทำอะไรตามใจแบบนี้ ประเทศชาติก็เสียหาย ท่านก็ไม่ได้สิ่งที่ท่านเรียกร้อง

ผมก็ไม่ชอบระบบ "คอรัปชันถูกกฎหมาย" แต่ถ้าท่านจะล้มเขา ก็ควรจะล้มด้วย "ปฏิบัติการแห่งความชอบธรรม"

การปิดสนามบิน ผิดจากหลักอหิงสาโดยสิ้นเชิง

พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 5

ขั้นตอนการยกเลิกตั๋ว และยกเลิกการเดินทางออกนอกประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว แค่ไม่กี่นาทีผมก็ได้ออกมายืนหน้าประตู ตม. อีกครั้ง

ผมมองดูร้านรอบ ๆ ส่วนใหญ่ปิดร้านแล้ว แต่เนื่องจากร้านในสนามบินไม่มีประตู จึงต้องนำเอาโต๊ะในร้านมาวางเรียงซ้อนกันปิดหน้าร้านไว้

มองไปอีกด้านหนึ่ง ฝั่งในประเทศเต็มไปด้วยกองกำลังของพันธมิตรนอนเกลื่อนตามพื้น เหมือนกับผู้โดยสารที่อยู่ข้างใน คนสองฝ่ายไม่ได้นอนหลับสบายเหมือนที่บ้านเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ ฝ่ายหนึ่งเป็นคนทำให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเพียงชาวต่างชาติที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

ถ้าไปถามพันธมิตรฯ เขาก็คงบอกว่าเขาเสียใจสำหรับความไม่สะดวก แต่นี่คือสิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องเสียสละเพื่อส่วนรวม และผลที่เราได้นั้นคุ้มค่ายิ่งนักกับประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับจากการลาออกของนายกรัฐมนตรี

เชื่อเถอะ ถ้าเอาพวกพันธมิตรไปอยู่ต่างประเทศแล้วโดนปิดสนามบินอย่างนี้ เขาจะไม่ยอมรับ "การเสียสละ" อย่างนี้อย่างแน่นอน

สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือคุณยึดสนามบินเพื่ออะไร ถ้าจะยึดเพื่อสร้างความชอบธรรม คุณก็จะต้องอธิบายให้มวลชนที่อยู่ในสนามบินทราบว่าคุณกำลังทำอะไร คุณจะไม่ล่วงละเมิดสิทธเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้โดยสารอย่างไร

จะดีมาก ๆ ถ้าพวกเขาจะก่อม็อบโดยไม่ต้องกระทบกับตารางการบิน ในเมื่อสิ่งที่เขาต้องการคือตัวนายกฯ ที่กำลังจะบินกลับจากเปรู แล้วมวลชนคนอื่น ๆ เขาไปรู้เรื่องอะไรด้วย?

การยึดทำเนียบถือว่าเป็นการดูหมิ่นสถาบันบริหาร แต่ยังไม่ร้ายเท่ากับการยึดสนามบิน เพราะการยึดทำเนียบรัฐบาลมีผลกระทบต่อคนที่ทำงานในทำเนียบเพียงไม่กี่ร้อยหรือพันคน

แต่การยึดสนามบินเพื่อสร้างสถานการณ์รุนแรง กระทบโดยตรงต่อผู้โดยสารหลายพันคนที่อยู่ในสนามบินเวลานั้น และอีกหลายหมื่นคนที่ต้องเลื่อนเวลาการบินในวันต่อ ๆ ไป ผมถือว่าพันธมิตรหมดความชอบธรรมในการกู้ชาติแล้วครับ

พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 4

การหาที่หลับนอนในสนามบินที่กว้างใหย่ขนาดนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ที่ว่าง่ายเพราะว่าสนามบินกว้างมาก คุณจะนอนตรงไหนก็ได้ แต่มันยากตรงที่ว่าสนามบินสุวรรณภูมิใช้ระบบทำความเย็นแบบหล่อน้ำเย็นตามพื้น โดยไม่ต้องใช้ท่อลมอย่างในห้างสรรพสินค้า

หลายคนคงไม่เคยนั่งบนพื้นสนามบินสุวรรณภูมิมาก่อน เพราะปกติจะมีเก้าอี้นั่งเพียงพอสำหรับทุกคน

แต่วันนี้...ไม่พอ

หลายคนนั่งพื้น นอนพื้นไม่ได้ เพราะเย็นเกินไป ก็มานอนบนเก้าอี้แทน ใครที่เคยนอนพื้นหินอ่อนกลางแจ้งที่มีลมพัดตอนฤดูหนาว คงพอเข้าใจว่ามันเย็นแค่ไหนนะครับ แล้วจะมีสักกี่คนที่พกผ้าห่มมาในกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง? ใครใส่เสื้อผ้าหนา ก็นอนสบายหน่อย แต่ถ้าเสื้อผ้าบางก็นอนขดเอา

ผมยึดเก้าอี้ได้ 1 ตัวนั่งสับประหงกจนกระทั่งประมาณตี 1 ครึ่งก็ได้พบ "น้ำใจของการบินไทย" นำน้ำและขนมมาแจกผู้โดยสารของการบินไทย ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ได้แยกแยะสายการบินหรอกครับ ไม่มีการถามหาบอร์ดดิงพาส ว่าเป็นสายการบินไหน แล้วก็ประกาศว่าข้างล่างมีแจกน้ำกับแวนด์วิชอีก ขอให้ผู้โดยสารของการบินไทยลงไปรับได้

ผมเดินลงไปบริเวณทรานสิท ก็พบเจ้าหน้าที่การบินไทยประมาณ 10 คนกำลังขะมักเขม้นกับการแจกน้ำแจกขนมให้ผู้โดยสาร ซึ่งก็แยกกันไม่ออกหรอกว่าเป็นของสายการบินไหน ปากก็ร้องบอกว่าคนละ 1 ชิ้นนะคะ / นะครับ แต่ผู้โดยสารหลายคนก็หยิบไปมากกว่านั้น บ้างก็อ้างว่ามีกัน 2 คน บางคนรวบน้ำเปล่าไป 6 ขวดไม่พูดอะไรซักคำ

ผมกินแวนด์วิชและน้ำเสร็จก็สอบถามทางเจ้าหน้าที่จึงทราบว่า ผมสามารถไปขอยกเลิกตั๋วเครื่องบินได้ที่ตม. หลังรูปเกษียรสมุทร

ผมดีใจขึ้นมาทันที เพราะนั่นหมายถึงผมมีโอกาสจะได้กลับบ้านแล้ว

คนในสนามบินเตือนผมว่าพันธมิตรเขายึดสนามบินแล้ว จะออกไปยังพอไปได้ แต่จะต้องค่าแทกซี่จะแพงหน่อย

ผมมองกลับไปที่เคาน์เตอร์การบินไทยอีกครั้ง ขนมชุดใหม่ถูกนำมาวางอีก คราวนี้มาหยิบกันทีละชิ้น ไม่หยิบมากเหมือนชุดก่อน คงจะเริ่มรู้แล้วว่าการบินไทยมีขนมเยอะจริง ๆ

ผมนึกถึงคำพูดของท่านมหาตมะ คานธี ที่ว่า
โลกนี้มีทรัพยากรเหลือเฟือให้มนุษย์ทุกคนใช้อย่างพอเพียง แต่มีไม่พอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว

เอาล่ะ ผมจะได้กลับออกไปข้างนอกแล้วนะ

พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 3

ผมนั่งกับพื้นอยู่ที่หน้าเกทอยู่นานสองนาน จนครั้งสุดท้ายที่แวะไปดูที่บอร์ด ผมก็พบว่าเที่ยวบินของผมก็ถูกยกเลิกแล้ว

หลักจากเดินไปติดต่อตรงโน้นที ตรงนี้ที ผมก็ได้ทราบว่าผมต้องรอให้การบินไทยยกเลิกตั๋วเครื่องบินของผม เพื่อนำไปยื่นต่อ ตม. หลังจากนั้นผมจึงจะกลับออกไปนอกสนามบินได้

หลายคนแนะนำว่าออกไปก็เจอพันธมิตรปิดกั้นอยู่ ก็กลับบ้านไม่ได้เหมือนเดิม น่าจะอยู่ในสนามบินจนเช้า อีกอย่างเคาน์เตอร์การบินไทยก็ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว จะยกเลิกตั๋วเครื่องบินก็ยังไม่ได้

คนที่ให้ข้อมูลแก่ผมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เป็นน้องผู้หญิง 2 คนในชุดสีม่วงของพนักงานการบินไทยนั่นเอง น้องทั้งสองคนน่าจะเป็นกราวด์ ในตำแหน่งที่ไม่สูงพอจะดำเนินการเรื่องตั๋วให้ผมได้ แต่น้องเขายืนอยู่ตรงกลางทางเดิน คอยตอบคำถามของคนที่ผ่านไปผ่านมาอย่างขะมักเขม้น ถึงแม้น้องเขาช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ผมประทับใจน้องทั้งสองคนนั้นที่ความมีน้ำใจ และความมีจิตใจของการให้บริการของน้องเขา ในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่านี้กลับบ้านไปแล้ว แต่น้องสองคนยังยืนตอบคำถามตามความสามารถที่ตนจะทำได้ อย่างไม่ท้อถอย

ผมกล่าวกับน้องทั้งสองคนว่า "ขอบคุณครับที่ยังอยู่แถวนี้"

ผมไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในสนามบินเขากลัวอะไร แต่เขาพากันกลับบ้านไปก่อนเวลาแล้ว บางร้านก็เก็บสินค้าออกจากตู้ทั้งหมด อาจเป็นเพราะเวรต่อไปไม่มารับช่วง และตัวเองก็กลัวว่าจะไม่ได้กลับบ้าน จะทิ้งร้านก็กลัวของหาย หรือว่ากลัวพันธมิตรจะบุเกข้ามาทำลายข้าวของ

ไม่มีใครรู้หรอกครับ เพราะเขาทำงานกันอย่างไม่มีแผนนี่ครับ

สำหรับผม มันเป็นภาพที่แปลกตามากเลย ที่ได้พบร้านในสนามบินซึ่งเคยเปิดสว่างไสวตลอดเวลา แต่ตอนนี้กลับปิดเหลือแต่ร้านโล่ง ๆ ลองนึกภาพสิครับ ถ้าคุณเห็นร้าน 7-11 สาขาใกล้บ้านคุณปิดตอนกลางคืน มันจะแปลกตาขนาดไหน

ผมได้ทราบว่าเคาน์เตอร์การบินไทยจะเปิดตอนตี 5 ครึ่ง เพื่อจะช่วยเคลียร์ปัญหาเรื่องตั๋ว และต่อมาก็ได้ทราบว่าเลื่อนออกไปเป็น 7 โมง เพราะพันธมิตรปิดถนนอยู่ การจะเข้ามาภายในสนามบินน่าจะเป็นเรื่องลำบากเกินไป

เอาล่ะ ด้วยผลงานของพันธมิตร ผมจะต้องหาที่หลับนอนในสนามบินระดับโลกสำหรับคืนนี้แล้วล่ะ

พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 2

หลังจากพันธมิตรบุกเข้าอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ได้สัก 1 ชั่วโมง ผมก็ต้องตัดสินใจว่าจะถอยหลังกลับบ้าน หรือจะเดินหน้าต่อ

โอกาสที่เที่ยวบินจะโดนยกเลิกมีสูงมาก แต่ถ้าบังเอิญเขาไม่ยกเลิกล่ะ? ผมคงจะเสียดายที่ตื่นตระหนกเกินไป ในที่สุดผมก็เลือกที่จะเดินหน้าเข้า ตม. อย่างมากถ้าเที่ยวบินถูกยกเลิกผมก็แค่เสียเวลาคืนนี้ทั้งคืน

การตรวจพาสปอร์ตผ่านไปอย่างราบรื่น เหมือนว่าเจ้าหน้าที่ ตม. จะไม่ได้ยินประกาศของสนามบิน

ผมเดินเข้าไปเรื่อย ๆ จนถึง เกทที่จะไปขึ้นเครื่อง แต่กลับพบว่าเกทถูกปิดชั่วคราว เพราะไม่รู้ว่าเที่ยวบินจะยกเลิกหรือเปล่า มองไปรอบตัว ทุกคนยืนนิ่ง สายตาจับจ้องที่จุดเดียวกันคือบอร์ดที่แสดงเที่ยวบินสำหรับคืนนี้ ซึ่งก็ถูกยกเลิกไปหลายเที่ยวบินแล้ว

ผมเลือกที่มุมว่าง ๆ มุมหนึ่งไม่ห่างจากทางเข้าเกท ทุกคนอยู่ในอาการเงียบสงบ ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง คนต่างชาติมีหน้าตาที่เคร่งเครียดมากกว่าคนไทย เพราะเขาไม่รู้ว่าจะได้กลับบ้านเมื่อไร ในขณะที่คนไทยอย่างมากก็แค่กังวลเรื่องธุระที่จะไปทำที่ต่างประเทศ

ท่ามกลางความเงียบเหงาและอึมครึม ผมได้พบภาพของน้ำใจ ซึ่งดังขึ้นพร้อมกับสัญญาณ บี๊พ บี๊พ บี๊พ ของเครื่องตรวจจับโลหะ ผมมองตามเสียงนั้นไป และพบว่ามีเจ้าหน้าที่ 2-3 คนกำลังยกเก้าอี้ยาวจากในเกทออกมาวางหน้าเครื่องตรวจจับโลหะ และตะโกนบอกว่า "elderly people sit here" คนที่ได้ยินคงยิ้มเหมือนกับผม

ในนาทีที่ยากลำบากในชีวิต เราได้เห็นน้ำใจของมนุษย์โลก ที่หยิบยื่นให้แก่กัน

แต่.....
คืนนี้ยังอีกยาวนานนัก เราจะช่วยเหลือกันไปได้อีกนานแค่ไหน เราจะต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่อไปอีกกี่ชั่วโมง

พันธมิตรบุกสนามบิน ตอนที่ 1

วันที่ 25 พ.ย. 51 พันธมิตรบุกยึดสุวรรณภูมิ วันที่ 26 ยึดดอนเมือง

ผมคือคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองนั้น

ผมบินจากสุโขทัยมาถึงสุวรรณภูมิประมาณ 1 ทุ่ม และเข้าเช็คอินที่เคาน์เตอร์การบินไทย เพื่อจะบินไปต่างประเทศเที่ยวบิน 5 ทุ่มกว่า

สุวรรณภูมิวันนี้ดูแปลกไป เพราะมีตำรวจ และรปภ.มาเดินเยอะกว่าปกติ ชั้น 4 เปิดแค่ 2 ประตูคือประตู 5 และ 10

ประมาณ 2 ทุ่ม การท่าฯ ก็ปิดประตูทั้งหมดของชั้น 4 ทุกคนมองออกไปข้างนอก กองกำลังของพันธมิตรกำลังเดินเท้าขึ้นมา หลังจากที่ได้ปิดเส้นทางการจราจรเข้าสนามบินตั้งแต่ช่วงเย็นที่ผ่านมา

ประมาณ 20.40 น. (ถ้าจำไม่ผิด) มีเสียงโห่ร้องในอาคารผู้โดยสาร เป็นพันธมิตรที่เข้ามาอยู่ในสนามบินมาตั้งนานแล้ว ไม่ใส่เสื้อเหลือง มาเดินปะปนอยู่กับผู้โดยสาร พอกองกำลังส่วนใหญ่มาถึงประตู พวกเขาก็โห่ร้องขึ้นอีกครั้ง แล้วก็เปิดประตูให้กองกำลังส่วนใหญ่เดินเข้ามา ตำรวจที่มาประจำอยู่ที่นั้นก็ปล่อยให้เข้ามาโดยไม่มีการปะทะกัน ตำรวจมีแค่โล่กับกระบองสั้น ๆ

ผมนึกว่าพวกเขาจะเดินเข้ามาทั้งหมด มาตั้งแถวในอาคารผู้โดยสาร มายึดอาคารนี้ทั้งอาคาร หรือบางส่วน

แต่... เปล่าเลย

เขาเปิดประตูเข้ามาได้ก็มายืนเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ พวกที่เคยแฝงตัวข้างในก็งง ทำไมเปิดประตูแล้วไม่เข้ามา พวกที่เดินเข้ามาแล้วก็ถูกเรียกกลับออกไป เดินเข้า ๆ ออก ๆ อยู่พักใหญ่ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ จนเกือบ 3 ทุ่มก็พากันร้องเฮและวิ่งเข้ามาในอาคาร ผู้โดยสารนับร้อยที่อยู่ในอาคาร พากันวิ่งหนีไปอยู่ด้านใน ติดกับจุดตรวจสัมภาระของผู้โดยสารขาออกในประเทศ

แต่... เขาไม่วิ่งเข้ามาทั้งหมด

เขาเข้ามาแค่ประมาณ 100 คน วิ่งมาได้สักประมาณ 50 เมตร ถึงตรงกลางพื้นที่เช็คอิน ก็หยุด เพราะไม่รู้จะวิ่งไปไหน เพื่อนก็ไม่วิ่งตามมา

ก็เลยยึดพื้นที่อยู่แค่นั้น

ผู้โดยสารที่วิ่งไปหลบ ก็ค่อย ๆ เดินออกมา ไม่รู้ว่าพันธมิตรจะทำอะไรต่อไป ฝ่ายพันธมิตรก็เดินไปเดินมา เข้าห้องน้ำบ้าง พูดคุยกันบ้าง แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่เป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากภายนอกเริ่มมีการปราศรัย

ผมเริ่มสงสัยว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรครั้งนี้ ใครเป็นผู้นำ มีวัตถุประสงค์อย่างไร มีแผนอย่างไร มีการตระเตรียมคนที่จะนำกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ กันในการบุกยึดสนามบินหรือไม่

เพราะสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของผมนั้นเป็นแค่การกระทำของอันธพาลอิสระที่มารวมกลุ่มกัน ทำอะไรก็ได้ให้มันดูรุนแรง แต่ทำกันแบบไม่มีแผน ใครนึกอยากจะทำอะไรทำ ไม่รู้ว่าจะยึดสนามบินได้ง่ายขนาดนี้ พอยึดได้แล้วเลยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ

ศรัทธาที่ผมเคยมีต่ออุดมการของพันธมิตร หดหายไปเยอะ

21.40 น. มีประกาศกระจายเสียงว่าเพื่อความปลอดภัย ขอให้ผู้โดยสารและบุคคลที่อยู่ในอาคารฯ ออกจากอาคารฯ ทันที โดยใช้ประตู 4 และ 8 ที่ชั้น 1

ผมต้องตัดสินใจแล้วว่าจะกลับออกไปข้างนอก หาทางกลับบ้าน หรือจะเข้าด่าน ตม. เผื่อจะได้บินในคืนนี้
ติดตามตอนต่อไป