ในการประชุมเกี่ยวกับนโยบายการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง ซึ่งผม "บังเอิญ" ได้รับเชิญไปประชุมด้วย
ผมเสนอคีย์เวิร์ด 4 คำคือ "สนองความต้องการของสังคม", "ชี้นำสังคม", "ประสิทธิผล" และ "ประสิทธิภาพ" ขอให้มี 4 คำนี้อยู่ในวิสัยทัศน์การบริการวิชาการ
บังเอิญในที่ประชุมแห่งนั้นมีผู้ทรงคุณวุฒิอีกท่านหนึ่งได้กรุณาเพิ่มเติมว่า ควรมีคีย์เวิร์ดอีกคำหนึ่งคือ "การมีส่วนร่วมของชุมชน"
ทันทีที่ผมได้ฟัง ผมก็รู้สึกหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน
...รู้สึกตกใจที่เปิดความคิดของตัวเองให้มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ คิดว่าคีย์เวิร์ด 4 คำจะครอบคลุมแล้ว แต่กลับขาดกระบวนการสำคัญของประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วม
...รู้สึกอุ่นใจที่ช่องโหว่นั้นได้ถูกปิดไว้อย่างรัดกุมและแข็งแรง
...รู้สึกประทับใจที่ได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงคุณวุฒินั้นด้วยความเมตตา
...รู้สึกดีใจแทนมหาวิทยาลัยแห่งนั้นที่มีคนมาช่วยกันออกความคิดเชิงสร้างสรรค์
เสร็จจากงานประชุมครั้งนั้น ผมยังคิดถึง "คีย์เวิร์ดที่ห้า" อีกเป็นร้อยเป็นพันครั้ง
ผมรุ้สึกเหมือนที่ผ่านมาปิดตาข้างหนึ่งมาตลอด
ตอนนี้ได้เปิดออกแล้ว
วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
สามัคคีเหมือน (x+y)^2
เรื่องนี้คิดเอาไว้สิบกว่าปีแล้ว เห็นว่าน่าบันทึกเก็บไว้ จึงเอามาเขียนใน blog
ทุกคนก็รู้นะครับว่า (x+y)^2 = x^2 + 2xy + y^2
แต่ผมมองสูตรนี้ว่าเป็น synergy ที่เกิดจากความสามัคคี รวมพลังกัน
x ก็คือคนที่ 1, y ก็คือคนที่ 2
ถ้า x ทำงานคนเดียวก็ได้ x^2
ส่วน y ทำงานคนเดียวก็ได้ y^2
เมื่อนำงานของ 2 คนมารวมกันก็จะได้ผลลัพธ์เป็น x^2+y^2
แต่ถ้านำคน 2 คนมารวมทีมกันเพื่อทำงาน จะได้ผลงานเพิ่มขึ้นมาอีก 2xy
ถ้ามี z มาร่วมทีมด้วย จะได้ผลงานเพิ่มเท่ากับ 2xy + 2yz + 2zx
ถ้างานนั้นเป็นงานที่อาศัยการร่วมแรงร่วมใจมาก มันก็เป็นงานที่มีดีกรีมาก เป็นยกกำลัง 3 ยกกำลัง 4 ขึ้นไป
ผลงานที่จะเพิ่มขึ้นจากการรวมทีมก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก
เช่น (x+y)^3 = x^3 + y^3 + 3x^2y + 3xy^2
(x+y)^4 = x^4 + y^4 + 4x^3y + 6x^2y^2 + 4xy^3
...
ดังนั้นการรวมกันจะมีประโยชน์เพิ่มพูนแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่มาร่วมทีม และดีกรีของการร่วมกัน เช่น ร่วมมือ ร่วมหัว ร่วมใจ ฯลฯ
สมการนี้ช่วยเตือนเราว่า การทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่จะต้องบริหารทีมให้เป็นด้วย จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
ทุกคนก็รู้นะครับว่า (x+y)^2 = x^2 + 2xy + y^2
แต่ผมมองสูตรนี้ว่าเป็น synergy ที่เกิดจากความสามัคคี รวมพลังกัน
x ก็คือคนที่ 1, y ก็คือคนที่ 2
ถ้า x ทำงานคนเดียวก็ได้ x^2
ส่วน y ทำงานคนเดียวก็ได้ y^2
เมื่อนำงานของ 2 คนมารวมกันก็จะได้ผลลัพธ์เป็น x^2+y^2
แต่ถ้านำคน 2 คนมารวมทีมกันเพื่อทำงาน จะได้ผลงานเพิ่มขึ้นมาอีก 2xy
ถ้ามี z มาร่วมทีมด้วย จะได้ผลงานเพิ่มเท่ากับ 2xy + 2yz + 2zx
ถ้างานนั้นเป็นงานที่อาศัยการร่วมแรงร่วมใจมาก มันก็เป็นงานที่มีดีกรีมาก เป็นยกกำลัง 3 ยกกำลัง 4 ขึ้นไป
ผลงานที่จะเพิ่มขึ้นจากการรวมทีมก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก
เช่น (x+y)^3 = x^3 + y^3 + 3x^2y + 3xy^2
(x+y)^4 = x^4 + y^4 + 4x^3y + 6x^2y^2 + 4xy^3
...
ดังนั้นการรวมกันจะมีประโยชน์เพิ่มพูนแค่ไหนขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่มาร่วมทีม และดีกรีของการร่วมกัน เช่น ร่วมมือ ร่วมหัว ร่วมใจ ฯลฯ
สมการนี้ช่วยเตือนเราว่า การทำงานเป็นทีมเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่จะต้องบริหารทีมให้เป็นด้วย จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
สร้างแบรนด์อย่างพอเพียง - ศิริกุล เลากัยกุล
หนังสือสร้างแบรนด์อย่างพอเพียงเล่มสีเหลือง ผ่านตาผมไปเมื่อหลายเดือนก่อน ...แล้วก็ผ่านไป
ในวันนั้น ผมไม่คิดจะซื้ออ่านเพราะคิดว่าเป็นแค่หนังสือที่เขียนตามกระแส คือกระแสการสร้างแบรนด์ และกระแสของเศรษฐกิจพอเพียง เหมือนหนังสืออีกหลาย ๆ เล่มในร้าน
จนกระทั่งวันที่ 10 ก.ค. 51 ที่งาน Industrial Mart ที่ผมได้ไปฟังสัมมนาของอาจารย์ศิริกุล เลากัยกุล พอกลับมาพิษณุโลกผมรีบไปหาซื้อหนังสือเล่มนั้นทันที และเพิ่งอ่านจบไปไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง
การบรรยายของอาจารย์ศิริกุลได้ตอบปัญหาที่ผมคาใจอยู่ 2 ข้อคือ
1. ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงคือการทำแค่พออยู่พอกิน แล้วจะแข่งขันในเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้อย่างไร
2. ทำไมต้องสร้างแบรนด์อย่างพอเพียง
เริ่มจากหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่มักน้อย ไม่ใช่สันโดษ ไม่ใช่ประหยัด ไม่ใช่จำกัดการเติบโต
แต่หลักการคือการสร้างภูมิคุ้มกันของธุรกิจตัวเองด้วยการทำพอเพียงแก่ตัวเอง และพอเพียงแก่เหตุผล โดยใช้เครื่องมือสำคัญคือความรู้และคุณธรรม
ด้วยวิธีการนี้ ธุรกิจของเราจึงจะอยู่รอดในระบบทุนนิยมได้อย่างยั่งยืน - นี่คือคำตอบของปัญหาข้อที่ 1
อาจารย์ศิริกุลใช้แบรนด์เป็นเครื่องมือในการสร้างภูมิคุ้มกันนั้น - นี่คือคำตอบของปัญหาที่ 2
ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ศิริกุลคิดเรื่องนี่ขึ้นมาได้ยังไง แต่ผมรู้สึกได้ถึง "ปิ๊ง" ของอาจารย์ในวินาทีที่จับ 2 กระแสมารวมกันได้ เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการใช้ปรัชญาเศรษฐิจพอเพียงเพื่อสร้างแบรนด์ (อย่างมีทิศทาง) และใช้แบรนด์นั้นกลับมาสร้างเศรษฐกิจที่พอเพียง (ยั่งยืน)
ประโยคสั้น ๆ ที่อธิบายคำว่า "สร้างแบรนด์อย่างพอเพียง" คือคำว่า THE POWER TO SAY 'NO' หมายถึงว่าเมื่อเรามีทิศทางการสร้างแบรนด์ที่มั่นคงแล้ว เราจะพร้อมปฏิเสธอะไรบางอย่างได้ บนเหตุผลของความพอเพียงของตัวเราเอง เช่นเราจะไม่ลงไปต่อสู้ในสงครามราคา เพราะเรารู้ว่าสินค้าเราเป็น premium product หรือสินค้าเรามีความแตกต่างกับสินค้าคนอื่นอยู่แล้ว, เราไม่รู้สึกตาลุกโชนเวลามีคนมาขอซื้อสินค้า big lot เพราะสินค้าเราเป็นสินค้า handmade ที่เน้นความประณีต เป็นต้น
หลักการสร้างแบรนด์อย่างพอเพียงของอาจารย์ศิริกุลมี 3 ห่วงคล้องกัน
1. ความรู้จักตนเอง และทำอย่างประมาณตน (อย่าทำเกินตน จะไม่ยั่งยืน)
2. ความมีเหตุมีผล
3. ภูมิคุ้มกัน - จากพนักงาน, ลูกค้า และคู่ค้า
ภายในกรอบของ 3 เงื่อนไขคือ
1. เงื่อนไขขององค์กร - เราเป็นใคร ภาพของแบรนด์เราคืออะไร (อย่าไปขี้ตามช้าง ถ้าเราไม่ใช่ช้าง)
2. เงื่อนไขความรู้
3. เงื่อนไขคุณธรรม
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพื่อจะบรรลุถึง sustainable brand ในที่สุด
ผมคิดว่าศิลปะของการจัดการอยู่ที่การรู้จักตนเอง เพราะพวกเรามักจะหลงกันบ่อย ๆ เช่นเมื่อทุกคนพากันพูดเรื่อง ISO9000 ถ้าไม่ทำ ISO9000 ก็จะมีแต่คนมาถามเราว่าทำไมไม่ทำ แล้วเราก็ทำตามเขา โดยไม่รู้ว่ามันเหมาะกับองค์การเราหรือไม่ พอได้ ISO9000 มาแล้วก็สงสัยว่านอกจากเอกสารที่เพิ่มขึ้น, บุคลากรที่ต้องจ้างเพิ่มขึ้นแล้ว เราได้อะไรบ้างจากระบบ ISO9000 ทำไมปัญหายังเกิดขึ้นเหมือนเดิม
หลายองค์กรลืมที่จะใส่ความเป็นตัวเองลงไปในวิสัยทัศน์ ชอบเขียนตามแฟชั่น พอเริ่มทำงานก็สะดุดขาตัวเอง เพราะจะก้าวเท้าซ้ายตามนิสัยตัวเองก็ผิดวิสัยทัศน์ พอจะก้าวเท้าขวาตามวิสัยทัศน์ก็รู้สึกฝืนใจตัวเอง ทำไมเราถึงต้องอายที่จะเขียนวิสัยทัศน์ในแบบที่เราคิดและเป็นจริง ๆ ล่ะครับ?
วันนี้ ผมเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มากขึ้น ด้วยความเมตตาของอาจารย์ศิริกุล ขอบคุณครับ
ในวันนั้น ผมไม่คิดจะซื้ออ่านเพราะคิดว่าเป็นแค่หนังสือที่เขียนตามกระแส คือกระแสการสร้างแบรนด์ และกระแสของเศรษฐกิจพอเพียง เหมือนหนังสืออีกหลาย ๆ เล่มในร้าน
จนกระทั่งวันที่ 10 ก.ค. 51 ที่งาน Industrial Mart ที่ผมได้ไปฟังสัมมนาของอาจารย์ศิริกุล เลากัยกุล พอกลับมาพิษณุโลกผมรีบไปหาซื้อหนังสือเล่มนั้นทันที และเพิ่งอ่านจบไปไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง
การบรรยายของอาจารย์ศิริกุลได้ตอบปัญหาที่ผมคาใจอยู่ 2 ข้อคือ
1. ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงคือการทำแค่พออยู่พอกิน แล้วจะแข่งขันในเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้อย่างไร
2. ทำไมต้องสร้างแบรนด์อย่างพอเพียง
เริ่มจากหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่มักน้อย ไม่ใช่สันโดษ ไม่ใช่ประหยัด ไม่ใช่จำกัดการเติบโต
แต่หลักการคือการสร้างภูมิคุ้มกันของธุรกิจตัวเองด้วยการทำพอเพียงแก่ตัวเอง และพอเพียงแก่เหตุผล โดยใช้เครื่องมือสำคัญคือความรู้และคุณธรรม
ด้วยวิธีการนี้ ธุรกิจของเราจึงจะอยู่รอดในระบบทุนนิยมได้อย่างยั่งยืน - นี่คือคำตอบของปัญหาข้อที่ 1
อาจารย์ศิริกุลใช้แบรนด์เป็นเครื่องมือในการสร้างภูมิคุ้มกันนั้น - นี่คือคำตอบของปัญหาที่ 2
ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ศิริกุลคิดเรื่องนี่ขึ้นมาได้ยังไง แต่ผมรู้สึกได้ถึง "ปิ๊ง" ของอาจารย์ในวินาทีที่จับ 2 กระแสมารวมกันได้ เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ในการใช้ปรัชญาเศรษฐิจพอเพียงเพื่อสร้างแบรนด์ (อย่างมีทิศทาง) และใช้แบรนด์นั้นกลับมาสร้างเศรษฐกิจที่พอเพียง (ยั่งยืน)
ประโยคสั้น ๆ ที่อธิบายคำว่า "สร้างแบรนด์อย่างพอเพียง" คือคำว่า THE POWER TO SAY 'NO' หมายถึงว่าเมื่อเรามีทิศทางการสร้างแบรนด์ที่มั่นคงแล้ว เราจะพร้อมปฏิเสธอะไรบางอย่างได้ บนเหตุผลของความพอเพียงของตัวเราเอง เช่นเราจะไม่ลงไปต่อสู้ในสงครามราคา เพราะเรารู้ว่าสินค้าเราเป็น premium product หรือสินค้าเรามีความแตกต่างกับสินค้าคนอื่นอยู่แล้ว, เราไม่รู้สึกตาลุกโชนเวลามีคนมาขอซื้อสินค้า big lot เพราะสินค้าเราเป็นสินค้า handmade ที่เน้นความประณีต เป็นต้น
หลักการสร้างแบรนด์อย่างพอเพียงของอาจารย์ศิริกุลมี 3 ห่วงคล้องกัน
1. ความรู้จักตนเอง และทำอย่างประมาณตน (อย่าทำเกินตน จะไม่ยั่งยืน)
2. ความมีเหตุมีผล
3. ภูมิคุ้มกัน - จากพนักงาน, ลูกค้า และคู่ค้า
ภายในกรอบของ 3 เงื่อนไขคือ
1. เงื่อนไขขององค์กร - เราเป็นใคร ภาพของแบรนด์เราคืออะไร (อย่าไปขี้ตามช้าง ถ้าเราไม่ใช่ช้าง)
2. เงื่อนไขความรู้
3. เงื่อนไขคุณธรรม
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพื่อจะบรรลุถึง sustainable brand ในที่สุด
ผมคิดว่าศิลปะของการจัดการอยู่ที่การรู้จักตนเอง เพราะพวกเรามักจะหลงกันบ่อย ๆ เช่นเมื่อทุกคนพากันพูดเรื่อง ISO9000 ถ้าไม่ทำ ISO9000 ก็จะมีแต่คนมาถามเราว่าทำไมไม่ทำ แล้วเราก็ทำตามเขา โดยไม่รู้ว่ามันเหมาะกับองค์การเราหรือไม่ พอได้ ISO9000 มาแล้วก็สงสัยว่านอกจากเอกสารที่เพิ่มขึ้น, บุคลากรที่ต้องจ้างเพิ่มขึ้นแล้ว เราได้อะไรบ้างจากระบบ ISO9000 ทำไมปัญหายังเกิดขึ้นเหมือนเดิม
หลายองค์กรลืมที่จะใส่ความเป็นตัวเองลงไปในวิสัยทัศน์ ชอบเขียนตามแฟชั่น พอเริ่มทำงานก็สะดุดขาตัวเอง เพราะจะก้าวเท้าซ้ายตามนิสัยตัวเองก็ผิดวิสัยทัศน์ พอจะก้าวเท้าขวาตามวิสัยทัศน์ก็รู้สึกฝืนใจตัวเอง ทำไมเราถึงต้องอายที่จะเขียนวิสัยทัศน์ในแบบที่เราคิดและเป็นจริง ๆ ล่ะครับ?
วันนี้ ผมเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มากขึ้น ด้วยความเมตตาของอาจารย์ศิริกุล ขอบคุณครับ
วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
1+1 =?
"หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับเท่าไร"
ผมได้รับโจทย์ข้อนี้เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วในการสัมมนาเรื่องบัณฑิตอุดมคติไทย ที่เชียงใหม่ มีอาจารย์จากหลายสถาบันเข้าสัมมนาร่วมกัน อาจารย์ที่เป็นวิทยากร (ศ.มณีวรรณ กมลพัฒนะ, รศ.นพ.ไพโรจน์ วิทูรพาณิชย์ และคณะ) ท่านถามเราว่า 1+1 ได้เท่าไร ได้ 2, ได้มากกว่า 2, ได้น้อยกว่า 2, ได้ 1.5,ได้ 1, ได้ 0 หรือได้อนันต์ เพราะอะไร ให้พวกเราลองหาเหตุผลดูว่าบวกอย่างไรบ้างจึงจะได้คำตอบที่แตกต่างกันข้างต้น จากนั้นอาจารย์ก็ปล่อยให้พวกเราไปพัก แล้วให้กลับมานำเสนอหลังจากเบรก
อาจารย์ทุกท่านที่เข้าสัมมนาเลยไม่ค่อยเป็นอันกินกาแฟ เพราะต้องใช้ความคิดตีโจทย์ให้แตก ผมเองก็เช่นกัน ด้วยความบังเอิญ บวกกับบรรยากาศการสัมมนาแบบนักปรัชญา อารมณ์กวีของผมก็เลยผุดออกมาเป็นกลอน
หนึ่งบวกหนึ่งนี้หนอรอคำตอบ
คณิตชอบเป็นสองต้องวิถี
มากกว่าสองด้วยรู้รักสามัคคี
มักตระหนี่น้อยกว่าสองผิดคลองธรรม์
ไม่รวมมือได้หนึ่งเท่าตัวเก่า
รวมหัวเข้าหนึ่งจุดห้าน่าสร้างสรรค์
ถ้ารวมใจได้ผลลัพธ์นับอนันต์
สงบพลันคือศูนย์และปล่อยวาง
กลอนนี้อาจผิดเพี้ยนจากวันนั้นไปบ้าง เพราะเวลาก็ผ่านมานานแล้ว ที่จดไว้ก็หายแล้ว เลยต้องเขียนจากความจำ แต่น่าจะผิดเพี้ยนไม่เกิน 5 คำ
ในบทที่ 2 วรรคที่ 2 ตอนแรกผมแต่งว่า "รวมกันเข้าหนึ่งจุดห้านั้นน่าขัน" เพราะผมไม่รู้ว่าจะบวกยังไงถึงจะได้ 1.5 แต่ ศ.มณีวรรณ กมลพัฒนะ วิทยากรในการสัมมนาครั้งนั้น ได้กรุณาชี้แจงว่าที่ท่านตั้งโจทย์ 1+1=1.5 นั้นมาจากแนวคิดของ Einstein ซึ่งเป็นคำอธิบายของทฤษฎีสัมพัทธภาพ คือนิวเคลียสของธาตุหนึ่ง รวมกับนิวเคลียสของอีกธาตุหนึ่งด้วยปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน แล้วได้นิวเคลียสของธาตุใหม่ที่หนักกว่าเดิม (คือ 1.5) และมวลที่หายไปกลายเป็นพลังงาน ตามสมการ E=mc^2 ดังนั้น ท่าน ศ.มณีวรรณ จึงบอกกว่า 1.5 นั้นไม่น่าขัน ผมจึงขออนุญาตแก้กลอนของผมเป็น "น่าสร้างสรรค์"
ส่วนบทที่ 2 วรรคที่ 1 มีคำว่า "ตัวเก่า" ซึ่งเป็นคำเมือง (ภาษาพื้นเมืองล้านนา) แปลว่าตัวเอง ตรงนี้ขออธิบายไว้เผื่อท่านผู้อ่านบางท่านไม่ทราบ
แต่วรรคที่ผมชอบที่สุดคือวรรคสุดท้าย ทีแรกผมตีโจทย์ 1+1=0 ว่ามันคือการสูญเสีย เสียเปล่า ไร้ประโยชน์ แต่เมื่อลองมองกลับกัน มองถึงความสมบูรณ์แบบของเลขศูนย์ มันกลับกลายเป็นความว่าง ความหลุดพ้น ผมจึงหักมุมจบกลอนในแบบที่ตัวเองชอบอย่างที่ปรากฏนั่นแหละครับ
ผมทึกทักเอาเองว่าเสียงปรบมือที่ผมได้รับในวันนั้น เป็นคำชมเชยให้กับวรรคสุดท้ายมากกว่าวรรคอื่น ๆ ผมว่ามันสวยงามนะ
จะว่าไปแล้ว หลังจากกลอนบทนั้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้แต่งกลอนอีกเลย ว่าง ๆ ต้องรื้อฟื้นฝีมือเสียบ้าง
ผมได้รับโจทย์ข้อนี้เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วในการสัมมนาเรื่องบัณฑิตอุดมคติไทย ที่เชียงใหม่ มีอาจารย์จากหลายสถาบันเข้าสัมมนาร่วมกัน อาจารย์ที่เป็นวิทยากร (ศ.มณีวรรณ กมลพัฒนะ, รศ.นพ.ไพโรจน์ วิทูรพาณิชย์ และคณะ) ท่านถามเราว่า 1+1 ได้เท่าไร ได้ 2, ได้มากกว่า 2, ได้น้อยกว่า 2, ได้ 1.5,ได้ 1, ได้ 0 หรือได้อนันต์ เพราะอะไร ให้พวกเราลองหาเหตุผลดูว่าบวกอย่างไรบ้างจึงจะได้คำตอบที่แตกต่างกันข้างต้น จากนั้นอาจารย์ก็ปล่อยให้พวกเราไปพัก แล้วให้กลับมานำเสนอหลังจากเบรก
อาจารย์ทุกท่านที่เข้าสัมมนาเลยไม่ค่อยเป็นอันกินกาแฟ เพราะต้องใช้ความคิดตีโจทย์ให้แตก ผมเองก็เช่นกัน ด้วยความบังเอิญ บวกกับบรรยากาศการสัมมนาแบบนักปรัชญา อารมณ์กวีของผมก็เลยผุดออกมาเป็นกลอน
หนึ่งบวกหนึ่งนี้หนอรอคำตอบ
คณิตชอบเป็นสองต้องวิถี
มากกว่าสองด้วยรู้รักสามัคคี
มักตระหนี่น้อยกว่าสองผิดคลองธรรม์
ไม่รวมมือได้หนึ่งเท่าตัวเก่า
รวมหัวเข้าหนึ่งจุดห้าน่าสร้างสรรค์
ถ้ารวมใจได้ผลลัพธ์นับอนันต์
สงบพลันคือศูนย์และปล่อยวาง
กลอนนี้อาจผิดเพี้ยนจากวันนั้นไปบ้าง เพราะเวลาก็ผ่านมานานแล้ว ที่จดไว้ก็หายแล้ว เลยต้องเขียนจากความจำ แต่น่าจะผิดเพี้ยนไม่เกิน 5 คำ
ในบทที่ 2 วรรคที่ 2 ตอนแรกผมแต่งว่า "รวมกันเข้าหนึ่งจุดห้านั้นน่าขัน" เพราะผมไม่รู้ว่าจะบวกยังไงถึงจะได้ 1.5 แต่ ศ.มณีวรรณ กมลพัฒนะ วิทยากรในการสัมมนาครั้งนั้น ได้กรุณาชี้แจงว่าที่ท่านตั้งโจทย์ 1+1=1.5 นั้นมาจากแนวคิดของ Einstein ซึ่งเป็นคำอธิบายของทฤษฎีสัมพัทธภาพ คือนิวเคลียสของธาตุหนึ่ง รวมกับนิวเคลียสของอีกธาตุหนึ่งด้วยปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน แล้วได้นิวเคลียสของธาตุใหม่ที่หนักกว่าเดิม (คือ 1.5) และมวลที่หายไปกลายเป็นพลังงาน ตามสมการ E=mc^2 ดังนั้น ท่าน ศ.มณีวรรณ จึงบอกกว่า 1.5 นั้นไม่น่าขัน ผมจึงขออนุญาตแก้กลอนของผมเป็น "น่าสร้างสรรค์"
ส่วนบทที่ 2 วรรคที่ 1 มีคำว่า "ตัวเก่า" ซึ่งเป็นคำเมือง (ภาษาพื้นเมืองล้านนา) แปลว่าตัวเอง ตรงนี้ขออธิบายไว้เผื่อท่านผู้อ่านบางท่านไม่ทราบ
แต่วรรคที่ผมชอบที่สุดคือวรรคสุดท้าย ทีแรกผมตีโจทย์ 1+1=0 ว่ามันคือการสูญเสีย เสียเปล่า ไร้ประโยชน์ แต่เมื่อลองมองกลับกัน มองถึงความสมบูรณ์แบบของเลขศูนย์ มันกลับกลายเป็นความว่าง ความหลุดพ้น ผมจึงหักมุมจบกลอนในแบบที่ตัวเองชอบอย่างที่ปรากฏนั่นแหละครับ
ผมทึกทักเอาเองว่าเสียงปรบมือที่ผมได้รับในวันนั้น เป็นคำชมเชยให้กับวรรคสุดท้ายมากกว่าวรรคอื่น ๆ ผมว่ามันสวยงามนะ
จะว่าไปแล้ว หลังจากกลอนบทนั้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้แต่งกลอนอีกเลย ว่าง ๆ ต้องรื้อฟื้นฝีมือเสียบ้าง
วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
สมการความสุข
ผมจำได้คุ้น ๆ ว่าได้เรียนเรื่องสมการความสุขในวิชาสังคมศึกษา ม.4 และเป็นเรื่องที่ผมชอบ
สมการความสุขบอกว่า ความสุขเท่ากับสิ่งที่เรา"มี" หารด้วยสิ่งที่เรา "อยากมี"
เช่นเรา "อยากมี" ทรัพย์สิน 100 หน่วย แต่เรา "มี"ทรัพย์สินอยู่จริง 50 หน่วย เราก็มีความสุข 50%
แล้วทำยังไงถึงจะมีความสุขเต็มร้อยล่ะ มันมีอยู่ 2 ทาง
ทางแรกคือหาทรัพย์สินมาเพิ่มอีก 50 หน่วยกลายเป็น "มี" 100 หน่วย เราก็จะมีความสุขเต็มร้อย ถ้าหาได้มากกว่านี้ก็มีความสุขเต็มร้อย
ทางที่สองคือลดความ"อยากมี"ลงมา ถ้าลดได้เหลือ 75 หน่วย ความสุขก็จะเพิ่มเป็น 67% ถ้าลด "อยากมี" ได้เหลือ 50 หน่วย ความสุขก็จะเป็น 100% และถ้าลดลงไปอีกล่ะ?
ความสุขก็เกินร้อยน่ะสิ
สมการนี้จึงบอกกับเราว่า เราหาความสุขได้ 2 วิธี คือ "มี"ให้มากขึ้น หรือ "อยากมี"ให้น้อยลง
สมการนี้บอกด้วยว่าพระอรหันต์ ท่านมีความสุขเป็นอนันต์ เพราะความ "อยากมี"ของท่านเป็นศูนย์ เนื่องจากท่านละกิเลสสิ้นแล้ว จำนวนจริงหารด้วยศูนย์ก็ได้ค่าเป็นอนันต์
ผมกำลังสนใจแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (sufficiency economy) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงขอน้อมนำมาเชื่อมโยงกับสมการความสุขดังนี้
ในความเข้าใจของผม เมื่อเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เราไม่ได้พูดถึงการทำธุรกิจแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อจะได้ "มี" น้อย ๆ
หากแต่เราต้องใช้ปัญญาเข้าควบคุมจิตตัวเองให้ "อยากมี" น้อย ๆ ต่างหาก
ดังนั้น ถ้าเราจะดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เราจึงควรเน้นไปที่การควบคุมสิ่งที่ "อยากมี" คือการเขียนแผนธุรกิจที่เหมาะสมกับความสามารถของตัวเอง สมเหตุสมผลและมีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่การควบคุมสิ่งที่ "มี" นั่นคือขนาดของธุรกิจ
ผิดพลาดประการใดต้องกราบขออภัยด้วยนะครับ เพราะแม้จะได้ยินคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมานานแล้ว แต่เพิ่งจะเข้าใจมากขึ้นจากการบรรยายเรื่อง Branding ของอาจารย์ศิริกุล เลากัยกุล (บริษัท ที่ปรึกษาแบรนด์บีอิ้ง จำกัด และผู้แต่งหนังสือ "สร้างแบรนด์อย่างพอเพียง") เมื่อ 3 วันที่แล้วนี่เอง
สมการความสุขบอกว่า ความสุขเท่ากับสิ่งที่เรา"มี" หารด้วยสิ่งที่เรา "อยากมี"
เช่นเรา "อยากมี" ทรัพย์สิน 100 หน่วย แต่เรา "มี"ทรัพย์สินอยู่จริง 50 หน่วย เราก็มีความสุข 50%
แล้วทำยังไงถึงจะมีความสุขเต็มร้อยล่ะ มันมีอยู่ 2 ทาง
ทางแรกคือหาทรัพย์สินมาเพิ่มอีก 50 หน่วยกลายเป็น "มี" 100 หน่วย เราก็จะมีความสุขเต็มร้อย ถ้าหาได้มากกว่านี้ก็มีความสุขเต็มร้อย
ทางที่สองคือลดความ"อยากมี"ลงมา ถ้าลดได้เหลือ 75 หน่วย ความสุขก็จะเพิ่มเป็น 67% ถ้าลด "อยากมี" ได้เหลือ 50 หน่วย ความสุขก็จะเป็น 100% และถ้าลดลงไปอีกล่ะ?
ความสุขก็เกินร้อยน่ะสิ
สมการนี้จึงบอกกับเราว่า เราหาความสุขได้ 2 วิธี คือ "มี"ให้มากขึ้น หรือ "อยากมี"ให้น้อยลง
สมการนี้บอกด้วยว่าพระอรหันต์ ท่านมีความสุขเป็นอนันต์ เพราะความ "อยากมี"ของท่านเป็นศูนย์ เนื่องจากท่านละกิเลสสิ้นแล้ว จำนวนจริงหารด้วยศูนย์ก็ได้ค่าเป็นอนันต์
ผมกำลังสนใจแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง (sufficiency economy) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงขอน้อมนำมาเชื่อมโยงกับสมการความสุขดังนี้
ในความเข้าใจของผม เมื่อเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง เราไม่ได้พูดถึงการทำธุรกิจแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อจะได้ "มี" น้อย ๆ
หากแต่เราต้องใช้ปัญญาเข้าควบคุมจิตตัวเองให้ "อยากมี" น้อย ๆ ต่างหาก
ดังนั้น ถ้าเราจะดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เราจึงควรเน้นไปที่การควบคุมสิ่งที่ "อยากมี" คือการเขียนแผนธุรกิจที่เหมาะสมกับความสามารถของตัวเอง สมเหตุสมผลและมีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่การควบคุมสิ่งที่ "มี" นั่นคือขนาดของธุรกิจ
ผิดพลาดประการใดต้องกราบขออภัยด้วยนะครับ เพราะแม้จะได้ยินคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมานานแล้ว แต่เพิ่งจะเข้าใจมากขึ้นจากการบรรยายเรื่อง Branding ของอาจารย์ศิริกุล เลากัยกุล (บริษัท ที่ปรึกษาแบรนด์บีอิ้ง จำกัด และผู้แต่งหนังสือ "สร้างแบรนด์อย่างพอเพียง") เมื่อ 3 วันที่แล้วนี่เอง
วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
1% ที่คุณเลือกได้
ในห้องเรียนแคลคูลัสวันหนึ่ง ผมเขียนโจทย์บนกระดานให้นักเรียนดู
บรรทัดแรกถามว่า ลิมิตของ 0.99 ยกกำลัง n เมื่อ n เข้าใกล้ infinity เท่ากับเท่าไร
บรรทัดที่ 2 ถามว่า ลิมิตของ 1.01 ยกกำลัง n เมื่อ n เข้าใกล้ infinity เท่ากับเท่าไร
ทุกคนตอบถูกว่า บรรทัดแรกเท่ากับศูนย์ ส่วนบรรทัดที่สองเท่ากับ infinity
ความน่าสนใจของโจทย์ข้อนี้คือ 0.99 กับ 1.01 มันแตกต่างกันแค่ 2% แต่ให้คำตอบที่ต่างกันสุดขั้ว
เหมือนกับชีวิตของเราเลยครับ ถ้าเราทำดีได้แค่ 99% ของเมื่อวานนี้ เมื่อผ่านไปหลาย ๆ ปี ความดีเราก็เป็นศูนย์
แต่ถ้าเราทำดีได้ 101% คือทำดีกว่าเมื่อวานนี้แค่นิดเดียว สุดท้ายความดีเราก็เป็นอนันต์
มันเป็น 1% ที่เราเลือกได้ว่าจะทำทางไหน ระหว่างดีกว่าเดิม 1% หรือ ด้อยกว่าเดิม 1%
ชีวิตเรา เราเลือกเอง
บรรทัดแรกถามว่า ลิมิตของ 0.99 ยกกำลัง n เมื่อ n เข้าใกล้ infinity เท่ากับเท่าไร
บรรทัดที่ 2 ถามว่า ลิมิตของ 1.01 ยกกำลัง n เมื่อ n เข้าใกล้ infinity เท่ากับเท่าไร
ทุกคนตอบถูกว่า บรรทัดแรกเท่ากับศูนย์ ส่วนบรรทัดที่สองเท่ากับ infinity
ความน่าสนใจของโจทย์ข้อนี้คือ 0.99 กับ 1.01 มันแตกต่างกันแค่ 2% แต่ให้คำตอบที่ต่างกันสุดขั้ว
เหมือนกับชีวิตของเราเลยครับ ถ้าเราทำดีได้แค่ 99% ของเมื่อวานนี้ เมื่อผ่านไปหลาย ๆ ปี ความดีเราก็เป็นศูนย์
แต่ถ้าเราทำดีได้ 101% คือทำดีกว่าเมื่อวานนี้แค่นิดเดียว สุดท้ายความดีเราก็เป็นอนันต์
มันเป็น 1% ที่เราเลือกได้ว่าจะทำทางไหน ระหว่างดีกว่าเดิม 1% หรือ ด้อยกว่าเดิม 1%
ชีวิตเรา เราเลือกเอง
วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
หายใจเข้า...หายใจออก
หายใจเข้า...หายใจออก
เคยได้ยินมั้ยที่คนทั่วไปมักพูดว่า
"เราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปฟอกเลือด และหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์"
ฟัง ๆ ดูเหมือนว่าร่างกายเราช่างมหัศจรรย์ สามารถเลือกที่จะหายใจเข้าเฉพาะออกซิเจน ทั้ง ๆ ที่อากาศเรามีออกซิเจนแค่ 21% เท่านั้น แล้วภายในเวลา 2-3 วินาทีเราก็สามารถนำออกซิเจนไปใช้ได้ทั้งหมด แล้วก็หายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ล้วน ๆ ช่างเป็นเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบอะไรอย่างนี้
ทำไมไม่มีใครสงสัยว่า ไนโตรเจนตั้ง 78% หายไปไหน? ตอนที่หายใจเข้าไป เราสามารถใช้ออกซิเจนได้หมดจริงหรือ? เราหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ล้วน ๆ จริงหรือ? ไม่เหลือออกซิเจนซักนิดเลยหรือ?
ค้นคว้าอยู่พักหนึ่งแล้วผมก็พบว่า เราไม่ได้ "หายใจเอาออกซิเจนเข้าไป" แต่เราหายใจเอาอากาศเข้าไปเราไม่ได้ "หายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์" แต่เราหายใจออกมาเป็นอากาศที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนไนโตรเจน มีอยู่ทั้งในลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
มันก็เหมือนกับชีวิตเรานั่นแหละสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตมันมีทั้งเรื่องดี ๆ (ออกซิเจน) เรื่องร้าย ๆ (คาร์บอนไดออกไซด์) และเรื่องกลาง ๆ (ไนโตรเจน)ปนเปกํนเข้ามา เราไม่สามารถเลือกหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปได้ฉันใด เราก็ไม่สามารถเลือกให้สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรามีแต่เรื่องดี ๆ ได้ฉันนั้น
เรื่องดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาแล้ว บางอย่างก็ซึมซาบเข้ามาในชีวิตของเรา ช่วยทำให้เรามีชีวิต และมีชีวา
เรื่องดี ๆ บางเรื่องผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป เราไม่มีเวลาพอที่จะดึงมันมาใช้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเราได้ เป็นโอกาสดี ๆ ที่สูญเสียไปในชีวิตคนเรา เหมือนกับออกซิเจนที่อยู่ในลมหายใจออก
เรื่องกลาง ๆ ไม่ดีไม่ร้าย ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป เหมือนไนโตรเจนซึ่งมันมีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วมันก็เป็นส่วนใหญ่ซะด้วยสิ
เรื่องร้าย ๆ มันมีแค่นิดเดียวเอง (คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีแค่ 0.1% แต่ออกซิเจนมีมากถึง 21%) ตราบใดที่เรายังหายใจอยู่ เราก็ต้องถ่ายเรื่องร้าย ๆ เหล่านี้ทิ้งไปจากชีวิตของเรา
มีคนเคยถามว่าถ้าเราหายใจเอาออกซเจนบริสุทธิ์เข้าไปแล้ว จะดีต่อร่างกายมั้ย คำตอบคือไม่ดี เราอาจตายได้ภายในเวลาไม่นาน เนื่องจากเกิดอาการ hyperventilation คือร่างกายไม่ยอมหายใจเพราะขาดคาร์บอนไดออกไซด์ หมายความว่าคาร์บอนไดออกไซด์นี่แหละคือสิ่งที่กระตุ้นให้เราหายใจ เมื่อขาดคาร์บอนไดออกไซด์ ก็ไม่มีอะไรไปกระตุ้นร่างกายว่าต้องหายใจนะ ร่างกายก็หยุดหายใจ เกิดอาการเกร็งทั้งตัว และการผายปอดก็ไม่ช่วยอะไร เพราะผู้ป่วยจะต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ใช่ออกซิเจน การปฐมพยาบาลจึงง่ายแสนง่าย ให้หายใจในถุง ทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น แล้วผู้ป่วยจะกลับมาหายใจได้เอง
มันเหมือนกับชีวิตคนอีกนั่นแหละ มันต้องกระตุ้นด้วยเรื่องร้าย ๆ จึงจะทำให้ชีวิตนี้มีแรงสู้ต่อไป ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ทำให้เราได้รู้ว่า "ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นไป ชีวิตไม่ดิ้นก็สิ้นใจ" ถ้ามีแต่เรื่องดี ๆ เราก็จะเฉาตายเพราะขาดแรงกระตุ้น
คนที่อยู่ในที่อับอากาศแล้วตาย เขาไม่ได้ตายเพราะคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ตายเพราะคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)ก๊าซนี้มีความน่ากลัวตรงที่มันมีมวลโมเลกุล 28 ใกล้เคียงกับอากาศ (มวลโมเลกุลเฉลี่ยประมาณ 29) มันจึงล่องลอยไปได้ทุกที่ที่มีอากาศ ไม่กองกับพื้นอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ (มวลโมเลกุล 44) ที่น่ากลัวกว่านั้นคือมันมีรูปร่างเป็น 2 อะตอมเหมือนออกซิเจน (O2) มันจึงสามารถจับกับฮ๊โมโกลบินได้อย่างแนบแน่น และแน่นกว่าออกซิเจน มันจึงจับแล้วไม่ปล่อย ทำให้ฮีโมโกลบินโมเลกุลนั้นหมดโอกาสที่จะจับกับออกซิเจนอีก เท่ากับว่าหมดอนาคตแล้วสำหรับฮ๊โมโกลบินโมเลกุลนั้น รอเวลาให้ร่างกายกำจัดเท่านั้น
ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนั้น เรื่องที่ร้ายที่สุด เจ็บที่สุด มักจะมาในรูปที่คล้ายคลึงกับข่าวดีมากที่สุด เรานึกว่าเป็นเรื่องดี ก็รับเข้ามา แต่พอเข้ามาแล้วจับกับเราแน่น ตราตรึงฝังใจของเรา แต่ทำให้เราหายใจไม่ได้ จะคายออกมันก็ไม่ยอมออก มันทำให้ฮีโมโกลบินดี ๆ ของเรากลายเป็น คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน ที่มีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทางเดียวที่จะแก้ปัญหามันได้ คือใช้ม้ามของเรานี่แหละ กำจัดเม็ดเลือดหมดอายุเม็ดนั้นทิ้งซะ แล้วเอาฮีโมโกลบินเหล่านั้นไปทิ้งทะเล (ทะเลคอห่าน)นั่นคือวิธีที่ดีที่สุด
ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นไป
ชีวิตไม่ดิ้นก็สิ้นใจ
เคยได้ยินมั้ยที่คนทั่วไปมักพูดว่า
"เราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปฟอกเลือด และหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์"
ฟัง ๆ ดูเหมือนว่าร่างกายเราช่างมหัศจรรย์ สามารถเลือกที่จะหายใจเข้าเฉพาะออกซิเจน ทั้ง ๆ ที่อากาศเรามีออกซิเจนแค่ 21% เท่านั้น แล้วภายในเวลา 2-3 วินาทีเราก็สามารถนำออกซิเจนไปใช้ได้ทั้งหมด แล้วก็หายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ล้วน ๆ ช่างเป็นเครื่องจักรที่สมบูรณ์แบบอะไรอย่างนี้
ทำไมไม่มีใครสงสัยว่า ไนโตรเจนตั้ง 78% หายไปไหน? ตอนที่หายใจเข้าไป เราสามารถใช้ออกซิเจนได้หมดจริงหรือ? เราหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ล้วน ๆ จริงหรือ? ไม่เหลือออกซิเจนซักนิดเลยหรือ?
ค้นคว้าอยู่พักหนึ่งแล้วผมก็พบว่า เราไม่ได้ "หายใจเอาออกซิเจนเข้าไป" แต่เราหายใจเอาอากาศเข้าไปเราไม่ได้ "หายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์" แต่เราหายใจออกมาเป็นอากาศที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนไนโตรเจน มีอยู่ทั้งในลมหายใจเข้าและลมหายใจออก
มันก็เหมือนกับชีวิตเรานั่นแหละสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตมันมีทั้งเรื่องดี ๆ (ออกซิเจน) เรื่องร้าย ๆ (คาร์บอนไดออกไซด์) และเรื่องกลาง ๆ (ไนโตรเจน)ปนเปกํนเข้ามา เราไม่สามารถเลือกหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปได้ฉันใด เราก็ไม่สามารถเลือกให้สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรามีแต่เรื่องดี ๆ ได้ฉันนั้น
เรื่องดี ๆ ที่ผ่านเข้ามาแล้ว บางอย่างก็ซึมซาบเข้ามาในชีวิตของเรา ช่วยทำให้เรามีชีวิต และมีชีวา
เรื่องดี ๆ บางเรื่องผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป เราไม่มีเวลาพอที่จะดึงมันมาใช้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเราได้ เป็นโอกาสดี ๆ ที่สูญเสียไปในชีวิตคนเรา เหมือนกับออกซิเจนที่อยู่ในลมหายใจออก
เรื่องกลาง ๆ ไม่ดีไม่ร้าย ผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป เหมือนไนโตรเจนซึ่งมันมีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วมันก็เป็นส่วนใหญ่ซะด้วยสิ
เรื่องร้าย ๆ มันมีแค่นิดเดียวเอง (คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีแค่ 0.1% แต่ออกซิเจนมีมากถึง 21%) ตราบใดที่เรายังหายใจอยู่ เราก็ต้องถ่ายเรื่องร้าย ๆ เหล่านี้ทิ้งไปจากชีวิตของเรา
มีคนเคยถามว่าถ้าเราหายใจเอาออกซเจนบริสุทธิ์เข้าไปแล้ว จะดีต่อร่างกายมั้ย คำตอบคือไม่ดี เราอาจตายได้ภายในเวลาไม่นาน เนื่องจากเกิดอาการ hyperventilation คือร่างกายไม่ยอมหายใจเพราะขาดคาร์บอนไดออกไซด์ หมายความว่าคาร์บอนไดออกไซด์นี่แหละคือสิ่งที่กระตุ้นให้เราหายใจ เมื่อขาดคาร์บอนไดออกไซด์ ก็ไม่มีอะไรไปกระตุ้นร่างกายว่าต้องหายใจนะ ร่างกายก็หยุดหายใจ เกิดอาการเกร็งทั้งตัว และการผายปอดก็ไม่ช่วยอะไร เพราะผู้ป่วยจะต้องการคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ใช่ออกซิเจน การปฐมพยาบาลจึงง่ายแสนง่าย ให้หายใจในถุง ทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น แล้วผู้ป่วยจะกลับมาหายใจได้เอง
มันเหมือนกับชีวิตคนอีกนั่นแหละ มันต้องกระตุ้นด้วยเรื่องร้าย ๆ จึงจะทำให้ชีวิตนี้มีแรงสู้ต่อไป ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ทำให้เราได้รู้ว่า "ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นไป ชีวิตไม่ดิ้นก็สิ้นใจ" ถ้ามีแต่เรื่องดี ๆ เราก็จะเฉาตายเพราะขาดแรงกระตุ้น
คนที่อยู่ในที่อับอากาศแล้วตาย เขาไม่ได้ตายเพราะคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ตายเพราะคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)ก๊าซนี้มีความน่ากลัวตรงที่มันมีมวลโมเลกุล 28 ใกล้เคียงกับอากาศ (มวลโมเลกุลเฉลี่ยประมาณ 29) มันจึงล่องลอยไปได้ทุกที่ที่มีอากาศ ไม่กองกับพื้นอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ (มวลโมเลกุล 44) ที่น่ากลัวกว่านั้นคือมันมีรูปร่างเป็น 2 อะตอมเหมือนออกซิเจน (O2) มันจึงสามารถจับกับฮ๊โมโกลบินได้อย่างแนบแน่น และแน่นกว่าออกซิเจน มันจึงจับแล้วไม่ปล่อย ทำให้ฮีโมโกลบินโมเลกุลนั้นหมดโอกาสที่จะจับกับออกซิเจนอีก เท่ากับว่าหมดอนาคตแล้วสำหรับฮ๊โมโกลบินโมเลกุลนั้น รอเวลาให้ร่างกายกำจัดเท่านั้น
ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนั้น เรื่องที่ร้ายที่สุด เจ็บที่สุด มักจะมาในรูปที่คล้ายคลึงกับข่าวดีมากที่สุด เรานึกว่าเป็นเรื่องดี ก็รับเข้ามา แต่พอเข้ามาแล้วจับกับเราแน่น ตราตรึงฝังใจของเรา แต่ทำให้เราหายใจไม่ได้ จะคายออกมันก็ไม่ยอมออก มันทำให้ฮีโมโกลบินดี ๆ ของเรากลายเป็น คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน ที่มีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์ใด ๆ ทางเดียวที่จะแก้ปัญหามันได้ คือใช้ม้ามของเรานี่แหละ กำจัดเม็ดเลือดหมดอายุเม็ดนั้นทิ้งซะ แล้วเอาฮีโมโกลบินเหล่านั้นไปทิ้งทะเล (ทะเลคอห่าน)นั่นคือวิธีที่ดีที่สุด
ชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นไป
ชีวิตไม่ดิ้นก็สิ้นใจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)